wanderfulminds

When you wonder, your mind wanders, and you realize how wonderful everything is

  • Home
  • Stories & Guides
  • Facts & Tips
  • Brains & Minds
  • Languages
  • Education
  • Hire me!
  • Contact
You are here: Home / Archives for KaiMook McWilla Malany

“อักษรฯ สอนให้เข้าใจมนุษย์”

February 26, 2016 By KaiMook McWilla Malany 1 Comment

 

ไม่รู้จะอ่าน และวิเคราะห์วรรณกรรม ไปทำไม?! ตอนเขียน ผู้เขียนหลายคน คงไม่ได้คิดอะไรลึกซึ้งขนาดนั้น เช่น หากในเนื้อเรื่องที่อ่าน มีบทหนึ่ง ที่ตอนนั้นตัวละครหลักกำลังอยากอยู่ในห้องเงียบๆ คนเดียว และห้องของตัวละครหลักมีผ้าม่านสีฟ้า (blue) ผู้อ่านอย่างเราก็คิดไปไกล คิดเองเออเอง ว่า “blue” หรือสีฟ้า ที่มีความหมาย ในภาษาอังกฤษ ในเชิงความเศร้า เหงา ว่าตัวละครเอกนั้นกำลัง เหว่ว้า เหมือนในประโยคที่ว่า “I’m blue.” หรือ “ฉันเศร้า” เป็นการเชื่อมโยงความเปนตัวของตัวเองของตัวละครกับสิ่งรอบข้าง

ภาพจาก iDoi* Marter’

บางครั้ง ตัวละครสามีภรรยา หรือคู่รักทั่วไปทะเลาะกัน คนเรียนอย่างเราก็มาคิดให้ปวดกระบาลว่า

  • คิดว่าอะไรทำให้เกิดเหตุการณ์แบบนั้น
  • ทำไมพวกเขาจึงทะเลาะกัน
  • จุดของความขัดแย้งคืออะไร

หลายครั้งลามไปถึงคำถามว่า

  • ใครถูก-ใครผิด

คำถามสุดท้าย ดูเหมือนอาจโยนความผิดพลาดให้กับอีกฝ่าย แต่การหาความถูก-ผิด ไม่ใช่เพีย งคิดมโนเอาเอง แต่ต้องมีหลักฐานจากตัวบทมายืนยันเสมอ “ฉันว่าผู้ชายถูก” “เพื่อนร่วมห้องว่าผู้หญิงถูก” แล้วเราก็มาถกกันด้วย เหตุผล และหลักฐาน จากการกระทำ และคำพูดของตัวละคร โดยมีอาจารย์และเพื่อนในห้องคอยนำทาง และเปิดทางให้เรา “เห็นและเข้าใจความเห็นของฝ่ายตรงข้าม” 

เมื่อนั้นเอง แม้เราจะยึดมั่นในคำตอบของเรา หรืออาจจะเปลี่ยนความเห็นไปแล้ว สิ่งที่ได้รับคือความคิดเห็นของอีกฝ่าย เข้าใจว่าอีกฝ่ายคิดอย่างไร ความแตกต่างคือจุดยืนของทั้งคู่ ที่มีจุดยืนต่างกัน มีเหตุผลต่างกัน เป็นการเรียนรู้ทางอ้อมที่เราค่อยๆ ซึมซับ

ต่างคนต่างมีเหตุผลและมีหลักฐาน (จากตัวบท) มายืนยัน

ความเห็นส่วนตั วที่นอกเหนือจากบทความจะไม่ได้นำมาพูดถึง เพราะมันคือ “นอกเรื่อง นอกประเด็น”

นี่แหละ คือความเข้าใจมนุษย์ ของการเป็นอักษรศาสตร์ มันคือความเป็นสีเทา โลกนี้ไม่ได้มีเพียงแค่สีขาว-ดำ หรือสุดโต่งข้างใดข้างหนึ่ง ความเป็นกลางยังมีเสมอ 

ใครที่สงสัยว่า เรียนสายมนุษย์-สายสังคมให้ได้อะไร? เข้าใจมนุษย์ไปเพื่ออะไร? เห็นตัวอย่างเล็กๆ ข้างบนนี้แล้วลองคิดวิเคราะห์สักนิดนะคะว่า นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่ง ที่นิสิตคณะนี้เรียนกัน มันคือวิชาเดียวเท่านั้น เป็นเพียงเศษเสี้ยวของเนื้อหาที่เรียน เราฝึกปรือกันแบบนี้ตลอดระยะเวลา 4 ปี ในบริบทสังคม การเมือง เศรษฐกิจ ปรัชญา ประวัติศาสตร์ จริยศาสตร์ วิทยาศาสตร์ มันเป็นการฝึกฝนทางอ้อมที่ตอนเรียนแทบทุกคนก็บ่นไปว่า “จะให้คิดไปทำไมเนี่ย”

ในภาษาอังกฤษ มีสำนวนหนึ่งใช้ว่า “to put yourself in somebody else’s shoes” คือการเอาตัวเราไปแทนผู้อื่น วางตัวเราเองในสภาพคนอื่น หากคนนั้น กำลังเศร้าใจ เราก็ลองคิดว่าหากเราเป็นเค้า เราจะเป็นอย่างไร เราจะอยากถูกปฏิบัติอย่างไร เพื่อที่จะได้รู้ว่าเราไม่ควรทำอย่างนั้นกับเขาหรือเปล่า

ยกตัวอย่างเช่น หากกำลังนอกใจคนรัก คือมีชู้ เราลองคิดสักนิดว่า ถ้าคู่รักของเราไปมีชู้บ้าง เราจะรู้สึกอย่างไร เราจะชอบใจไหม หรือหากคุยโทรศัพท์กับใครอยู่แล้าเราไม่พอใจไปกดตัดสายเค้า มันดีหรือไม่ เราอยากให้ใครมากดตัดสายเราหรือไม่ การเมืองเศรษฐกิจก็เช่นกัน เอาเงินคนอื่นมาไม่คืน หรือคดโกงคนอื่น แล้วถ้ามีคนอื่นมาทำกับเราบ้างล่ะจะพอใจไหม?

“อย่าทำในสิ่งที่เราไม่อยากโดนกระทำต่อ” 

 


  • อ่าน บทความ ประสบการณ์นิสิต คณะอักษรศาสตร์ คลิกที่นี่
  • อ่าน บทความอื่นๆ ในหมวดหมู่การศึกษา คลิกที่นี่

 

Filed Under: Education Tagged With: อักษรศาสตร์

ซื้อตั๋วไปกลับ แต่ไม่ได้ใช้ตั๋วไป ใช้ตั๋วกลับได้ไหม?!

February 25, 2016 By KaiMook McWilla Malany Leave a Comment

 

ฉันมีตั๋วกลับไทยแล้ว บินไป-กลับ (เบอลิน-กทม) แต่ด้วยเหตุบางประการทำให้ต้องกลับเมืองก่อน และตอนนั้นฉันยังอยู่ฟินแลนด์อยู่ เลยตัดสินใจซื้อตํ๋วกลับไทยเป็นตั๋วเที่ยวเดียวจากฟินแลนด์เลย (เฮลซิงกิ-กทม) ณ ตอนนี้ฉันมีตั๋วสามใบนะคะ คือ

  1. เฮลซิงกิ-กทม
  2. เบอลิน-กทม
  3. กทม-เบอลิน

ตั๋วกลับ (กทม-เฮลซิงกิ) ไม่ได้ซื้อเพราะคิดว่าจะไปใช้ตั๋ว กทม-เบอลิน ที่ซื้อไว้ตั้งแต่คราวแรก เนื่องจากประเทศปลายทางที่ต้องไปหลังจากกลับไทยคือเยอรมันค่ะ ตอนตัดสินใจซื้อตั๋วจากฟินแลนด์ ฉันคิดไม่ตกว่าตั๋วกลับไปเยอรมันจะใช้ได้ไหม

ซื้อตั๋วไปกลับ แต่ไม่ได้ใช้ตั๋วขาไป จะใช้ตั๋วขากลับได้หรือเปล่านะ?

“คงใช้ได้แหละ มันสิทธิ์ของเรา เราจ่ายเงินแล้ว ซื้อแล้ว”

ภาพจาก Transportation Security Training

 

ปรากฎว่า ใช้ไม่ได้นะคะ

ทางสายการบิน ไม่ให้บินกลับค่ะ ด้วยเหตุผลว่า ตั๋วไปไม่ได้ใช้ (ไม่ได้รับการ activation) ฉันไม่ได้โต้แย้งอะไรมาก แต่ก็ได้คุยกับเจ้าหน้าที่ไว้เป็นความรู้ พบว่า นั่นเป็นเพราะ ตั๋วออกด้วยหมายเลขจอง (booking reference/number) เดียวกัน เป็นตั๋วไป-กลับเสมือน A-B หาก A ไม่ได้ใช้ มันจะทำให้ B เกิดขึ้นไม่ได้ เป็นลูกโซ่ สายการบินโดยทั่วไปใช้มาตราการนี้หมด

หากมีเหตุจำเป็นจริงๆ สามารถพูดคุยต่อรองกับเจ้าหน้าที่ได้ แต่นั่นมักเป็นเหตุฉุกเฉินคอขาดบาดได้ ป่วย เข้าโรงพยาบาล หรือ ตกเครื่อง/ต่อเครื่องไม่ทัน หากเป็นความผิดของสายการบิน (ต่อเครื่องไม่ทัน) กรณีนี้โดนส่วนใหญ่ไม่ต้องห่วงค่ะ แต่ถ้าเหตุผลส่วนบุคคลบางทีสมัยนี้เวลาซื้อตั๋วเค้ามักมีให้ซื้อประกันด้วย เผื่อจะได้ไม่เกิดเหตุขัดข้องหากไม่ได้ใช้ตั๋วกระทันหัน

อย่างไรก็ดี ก่อนจองตั๋วใดๆ ควรทำความเข้าใจลักษณะตั๋วให้ดีก่อน เพราะมาตราการแต่ะสายการบินต่างกัน ตั๋วโปรโมชั่น ลดราคามีกฏเกณฑ์ต่างจากตั๋วทั่วไปด้วย และตั๋ว ecoomy, economy pro, business คลาสต่างๆ ก็ต่างกันไปอีก

ไม่งั้นเสียเงินเปล่า อาจต้องทิ้งทั้งตั๋วไปตั๋วกลับ เลยนะคะ 🙁

 

Filed Under: Travelling Tips Tagged With: ตั๋วเครื่องบิน

รักใคร ต้องอ่าน! ที่มาความรัก

February 14, 2016 By KaiMook McWilla Malany 2 Comments

 

ภาพจาก vihtibowling

วันนี้เป็นวันแห่งความรัก ภาษาอังกฤษกล่าวสุขสันต์วันนี้ด้วยคำว่า Happy Valentine’s Day ภาษาฟินนิชใช้ว่า Hyvää Ystävänpäivää! (ฮือวา อูสตาว่านไป๊หว่า) ฟังดูยาวไม่ค่อยน่าจดจำสักเท่าไร แต่ในเชิงความหมายมันลึกซึ้งและให้มิตรภาพดีๆ กับคู่สนทนายิ่งนัก

ตำนานทั่วไป

ชาวตะวันตกโดยทั่วไป เฉลิมฉลองวันนี้ด้วยการถ่ายทอดข้อความแทนใจ ให้ช็อกโกแลต ดอกไม้ เขียนการ์ดแสดงความรัก ค่านิยมนี้ได้ส่งต่อมายังประเทศตะวันออกและมีการฉลองกันถ้วนหน้า มองไปที่ไหนก็เห็นแต่ดอกกุหลาบ ช็อกโกแลต ลูกโป่งรูปหัวใจพลอยให้ใครที่ได้เห็นรู้สึกเบิกบานไปด้วย

ตำนานกล่าวว่า คำว่า วาเลนไทน์ มาจาก Saint Valentine นักบวชชาวคริสต์ที่ฝ่าฝืนกฎเรื่องการแต่งงาน แอบประกอบพิธีกรรมให้กับคู่หนุ่มสาวอย่างลับๆ ล่อๆ กระทั่งถูกตัดสินประหารชีวิต ระหว่างถูกจำคุก เขาตกหลุมรักหญิงสาวคนหนึ่งที่เชื่อว่าเป็นลูกสาวของเพื่อนร่วมกรงขังกับเขา ก่อนวันประหาร เขาลงนามท้ายจดหมายเขียนถึงหญิงคนรักว่า “From your Valentine” (วาเลนไทน์ของคุณ) ให้เป็นประโยคดังติดปากคนทั่วไปที่ใช้มาถึงทุกวันนี้ แทนความหมายว่า “จากคนรักของคุณ”

สำหรับชาวฟินน์

ตำนานวันแห่งความรักของชาวฟินน์แตกต่างออกไปจากเรื่องราวที่เล่าขานกันอย่างสิ้นเชิง ความรักของคนฟินแลนด์เกิดจากการรวมตัวของ 3 คำ คือ “ดี” “เพื่อน” และ “วัน” Hyvää Ystävänpäivää! วาเลนไทน์ คือ วันแห่งมิตรภาพที่เรียบง่าย ดื่มกาแฟ กินขนมกับเพื่อนๆ และพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดกัน

วันนี้ที่ฟินแลนด์มีมาไม่นาน ได้รับการบันทึกลงปฏิทินอย่างเป็นทางการก็เมื่อประมาณ 30 ปีที่ผ่านมาในปี 1987 นี่เอง

เพราะความเรียบง่ายและเพราะความรักของชาวฟินน์ไม่ได้เป็นความรักในเชิงความหมายฉันชู้สาวแบบ St. Valentine จะให้หาการ์ด หาดอกไม้ หรือช็อกโกแลตแทนรูปหัวใจแทนความรักก็ไม่ได้หาง่ายๆ เขียนเอง ทำเองอาจจะง่ายกว่า

 

ภาพจาก jiipeenetti

มูมิน: “มีสามคำจะให้ … เป็นเพื่อนกันนะ”

นอกจากคำว่า Hyvää Ystävänpäivää! ยังมีประโยคเด็ดอีกประโยคหนึ่งคือ “Kolme sanaa sinulle … ole ystävä minulle!” (โกลเหม่ ซานา ซินูลเล่ โอเล อูสตาวา มินูลเล่) ที่ชาวฟินน์ถ่ายทอดให้กัน แปลเป็นไทยได้ว่า “มีสามคำจะให้ … เป็นเพื่อนกัน(นะ)”

 

Filed Under: Finland Tagged With: ฟินแลนด์

ถนัดซ้าย ถนัดขวา กับ สมอง ที่ต่างกัน

February 9, 2016 By KaiMook McWilla Malany 4 Comments

 

คำพูดที่ว่าทักษะทางภาษาอยู่สมองซีกซ้าย ส่วนดนตรีและศิลปะอยู่สมองซีกขวา ไม่จริง 100% นะ กระบวนการสมองของเราทุกคนไม่ได้เป็นแบบนี้ทุกคน

สมองแบ่งออกเป็นสองซีก คือ สมองซีกซ้าย และ สมองซีกขวา (cerebral hemispheres) แต่ทั้งสองซีกไม่ได้เหมือนกันเสียทีเดียว แต่ละซีกทำหน้าที่ต่างกัน บางหน้าที่คาบเกี่ยวกันบ้าง แต่บางหน้าที่ก็เฉพาะเจาะจงที่สมองซีกเดียวเท่านั้น

“ทักษะการพูดและใช้ภาษา” เป็นหนึ่งในทักษะที่แยกออกมาอย่างเห็นได้ค่อนข้างชัด มีงานวิจัยและการทดลองมากมายที่พิสูจน์ให้เห็นข้อเท็จจริงนี้ (ฉันได้ไปทำการทดลองนี้กับตัวมาแล้วด้วย 😀 มีภาพด้านล่าง)

ส่วนหนึ่งของสมองซึกซ้ายมีบทบาทสำคัญด้านการผลิตภาษา (speech production) ขณะที่อีกส่วนหนึ่งของสมองซีกซ้ายเหมือนกันกลับควบคุมความเข้าใจภาษา (language comprehension) ส่วนแรกเรียกว่า “โบรคา” (Broca’s) ส่วนที่สองเรียกว่า “เวอร์นิเก” (Wernicke’s) จะเห็นว่าทักษะทางภาษาทั้งคู่ถูกควบคุมโดยสมองซีกซ้าย 

ภาพจาก BzzAgent

 

แต่ไม่ใช่ทุกคนที่มีสมองเหมือนกัน!! สมองของบางคนควบคุมทักษะทางภาษาโดยสมองซีกขวา!!

เพราะการตรวจสอบว่าสมองซีกไหนกันแน่ของเราที่ควบคุมทักษะการใช้ภาษา (speech lateralization) ไม่ได้ทำกันง่ายๆ อาจต้องเปิดกะโหลกจิ้มดูในสมอง จะให้เปิดกะโหลกทุกคนออกมาดูเพื่อทำการทดลองก็ไม่ได้ นักวิจัยจึงทำการศึกษาข้อมูลสมองของผู้ป่วยที่สมองได้รับการกระทบกระเทือนต้องได้รับการผ่าตัด

ผลการตรวจสอบพบว่า ทักษะทางภาษาถูกควบคุมโดยสมองซีกซ้ายสูงถึง 70-95% ขณะที่อีก 5-30% ถูกควบคุมโดยสมองซีกขวา (หรืออาจจะทั้งสองซีก โดยมี corpus callosum เป็นตัวเชื่อม)

ภาพ Corpus Callosum จาก multiple sclerosis

 

แต่ใครจะไปรู้ว่ามือที่เราถนัด จะซ้ายจะขวา มีความเชื่อมโยงกับสมองทั้งสองซีกด้วย

นายแพทย์ศัลยกรรมด้านระบบประสาท (neurosurgeon) ชาวฝรั่งเศสชื่อ พอล โบรคา (Paul Broca) คนเดียวกับเจ้าของชื่อส่วนของสมองซึกซ้ายที่มีบทบาทสด้านการผลิตภาษา เสนอว่า “ส่วนของสมองที่ควบคุมความสามารถทางภาษาเชื่อมโยงในทางตรงกันข้ามกับมือข้างที่เราถนัด” สมองทางภาษาของคนถนัดมือขวาอยู่ด้านซ้าย ของคนถนัดมือซ้ายอยู่ด้านขวา แต่ทั้งนี้ในงานวิจัยช่วงหลังๆ พบว่าสมองทางภาษาของคนถนัดมือซ้ายอาจอยู่ด้านขวาหรือด้านซ้ายก็ได้

คนถนัดซ้ายแล้วจริงๆ มีสมองที่ลึกลับกว่าคนถนัดขวา และหากเป็นกรณีที่สมองทั้งสองควบคุมทักษะทางภาษาแล้วละก็อาจหมายความว่า เขาคนนั้นมีข้อได้เปรียบเชิงภาษามากมาย

การควบคุมการทำงานของสมองและมือข้างที่ถนัดยังมีผลต่ออารมณ์และการควบคุมการใช้อารมณ์ของสมอง ควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกายด้วย เช่น หากความคิดของเราถูกควบคุมด้วยสมองซีกซ้าย เราจะใช้มือขวาถือโทรศัพท์และคุยโทรศัพท์ด้วยหูขวา และหากความคิดของเราถูกควบคุมด้วยสมองซีกขวา เราจะใช้มือซ้ายถือโทรศัพท์และคุยโทรศัพท์ด้วยหูซ้าย

 

คลิกที่นี่สำหรับบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ สมอง ภาษา และความคิด

—

https://www.instagram.com/p/BBkCSRIgD7P/?taken-by=wanderful_minds

วันก่อนฉันไปสแกนสมองของเพื่อนมา ตรงตามนั้นด้วย เพื่อนฉันชื่อเอมม่า เป็นชาวเนเธอร์แลนด์ เอมม่าถนัดมือขวา และยกหูโทรศัพท์ด้านขวา จากข้อมูลนี้ควรสรุปได้ว่าสมองซีกซ้ายของเอมม่าควบคุมภาษาและความคิด จริงไหม?

ผลการตรวจสมอง (ใช้วิธี Functional Magnetic Resonance Imaging (fMRI)) ตรวจสอบการไหลเวียนของเลือด พบว่า “สมองซีกซ้ายของเธอมีบทบาทด้านภาษาและความคิด” จริงๆ ด้วยค่ะ

ไปตรวจครั้งนี้เลยได้รู้ทีเดียวเลยว่าสุขภาพสมองของเพื่อนเอมม่าคนนี้สมบูรณ์ดีมาก ไม่เป็นมะเร็ง ไม่มีเนื้องอก หายห่วง 🙂

 

Filed Under: Brains & Minds

ไม่อยากเป็นอัลไซเมอร์ ต้อง …

February 6, 2016 By KaiMook McWilla Malany Leave a Comment

ภาพจาก NCTV Food

งานวิจัยหลายงานที่ผ่านมาได้ศึกษาระบบสมอง/ความจำของมนุษย์เพื่อพยายามเข้าใจเกี่ยวกับโรคอัลไซเมอร์ให้มากขึ้น หนึ่งในงานวิจัย (ของ Ellen Bialystok) ได้ศึกษาผู้ป่วยอัลไซเมอร์จำนวน 450 คน ที่เป็นผู้รู้สองภาษา (bilingual) พบว่า “ทักษะภาษาที่สองของพวกเขาช่วยชะลออาการความจำเสื่อมได้สูงถึง 4-5 ปีเมื่อเทียบกับผู้ป่วยอัลไซเมอร์ทั่วไป” จากการวิจัยพบว่าผู้รู้สองภาษามีอาการหลงลืมช้ากว่าผู้รู้ภาษาเดียวเกือบห้าปี!!

นั่นหมายความว่าแม้การรู้ภาษาที่สองไม่ได้ช่วย “ป้องกัน” ความจำเสื่อม แต่หากบุคคลนั้นมีแนวโน้มจะเป็นอัลไซเมอร์แล้ว อาการของโรคจะปรากฏช้าลง หรือความรู้ทางภาษาจะช่วย “ชะลอ” ให้เป็นอัลไซเมอร์ช้าลงนั่นเอง

รู้ภาษาที่สองช่วยชะลอความจำเสื่อม

ทำไม?

กุญแจสำคัญคือกระบวนการเก็บข้อมูลในคลังสมอง การรู้มากกว่าหนึ่งภาษาแสดงให้เห็นว่าสมองของเราต้องทำงานมากกว่าปกติ ทำให้มีความยืดหยุ่นสูง เช่นเดียวกับร่างกายมนุษย์ที่หากออกกำลังกายก็แข็งแรง/มีสุขภาพดี การใช้สมองมากๆ ก็คือการบริหารสมองเช่นกัน เมื่อสมองถูกใช้งานมากๆ เส้นประสาทก็มีการเชื่อมต่อกันมากขึ้น (neural connections) เมื่อเส้นประสาทเชื่อมต่อกันมากขึ้นเข้าก็ยากต่อการเสื่อมตัว (เพราะความจำเสื่อมเกิดจากเซลล์ประสาทเสื่อมตัว เลยทำให้อาการความจำเสื่อมเกิดขึ้นช้าลง)

ข่าวดี?

งานวิจัยอื่นๆ ยังพบว่าการรู้ภาษา ณ ที่นี้ ไม่จำเป็นต้องรู้ตั้งแต่เกิด แต่รู้ภาษาที่สองตอนโตก็ได้ เพราะว่าสมองของเรามีกลไกการทำงานที่เหมือนกัน

รู้แบบนี้แล้ว มีแรงเรียนภาษาเพิ่มขึ้นหรือยังคะ 🙂

 

คลิกที่นี่สำหรับบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ สมอง ภาษา และความคิด

 


ภาษาวันละนิด Mitä kuuluu? (มิ ตา กู้ หลู่) ภาษาฟินแลนด์ แปลว่า สบายดีไหม 😀

 

Filed Under: Brains & Minds

อยากให้นิสิตอักษรฯ อ่าน

February 4, 2016 By KaiMook McWilla Malany 4 Comments

ภาพจาก CHULA: CU Campus

เรียน อักษรฯ ได้ยินเสมอว่าเรียน กว้างมาก กว้างไป ครอบจักรวาล เรียนไปหาอะไรก็ไม่รู้!! เรียนรู้หมดรู้ครบไปเพื่อ!! (ในสาขาสังคมศาสตร์-มนุษยศาสตร์) ในเมื่อเอาไปทำอะไร โดยตรง ก็ไม่ได้ หาที่ทำงาน ก็คงต้องแข่งขันสูงหน่อย เพราะไม่ได้เรียนสายอาชีพ หรือ สาขาเฉพาะ

แต่เชื่อเถอะค่ะ เรียนกว้างๆ น่ะ ดีแล้ว มีอิสระ ความคิดโลดแล่น ไม่โดนบีบ หลุดกรอบได้ดี

หลังจากจบปริญญาตรีอักษรฯ นิสิตหลายคนพะวงกับอนาคตตัวเองที่ดูล่องลอยในสูญญากาศ ฉันก็ล่องลอยบ้าง แต่คิดในแง่บวกว่า ตัวฉันนั้นมี ทางเลือก ให้เลือกมากมาย ที่จะไปต่อได้ … แต่จะไปไหนดีนะ จะ อยู่กับความเป็นอิสระก่อน จะ ทำงาน หรือ จะเรียน เป็นสามทางเลือกของพวกเราชาวอักษรศาสตร์

ฉันเลือกเรียนต่อปริญญาโท ด้านภาษาศาสตร์คลินิก ทันทีที่เรียนจบ (สาขาประยุกต์ ของวิทยาศาสตร์การแพทย์ ประสาทวิทยา จิตวิทยา ภาษาศาสตร์) เน้นเรื่อง “สมอง” ไม่ว่าจะเป็นโรค ที่เกี่ยวกับสมอง อาการ/พฤติกรรมของโรคที่เกี่ยวกับความบกพร่องทางสมอง (ออทิสติก อะเฟเซีย ดิสเล็กเซีย พาร์กินสัน อัลไซเมอร์ และอื่นๆ) เชื่อมโยงกับภาษา

ตลอดระยะเวลาที่เรียน ล้วนหมกมุ่นกับ

  • โครงสร้างสมอง
  • ระบบการทำงานของสมอง
  • สแกนสมอง
  • อ่านฟิล์มเอกซเรย์สมอง
  • ใช้เครื่องสแกนสมอง
  • ศึกษาและดูงานวิจัยการไหลเวียนของเลือดในสมอง
  • คลื่นไฟฟ้าในสมอง

อะไรๆ ก็สมองไปหมด จุดไหนในสมอง เกิดการกระตุ้นตรงไหน เพราะอะไร เวลาคิด พูด อ่านภาษา สมอง มีปฏิกิริยาอะไรยังไง สมองของผู้รู้ และผู้เรียนภาษาที่สอง ที่สาม กับ ภาษาเดียวต่างกันไหม เป็นมะเร็ง/มีเนื้องอกในสมองที่เกิดบริเวณของสมองที่ควบคุมภาษาจะทำอย่างไรได้บ้าง ดูได้ยังไง บลาๆ หันไปทางไหนเจอแต่ภาพสมอง สมอง สมองเต็มไปหมดเลย

มันก็ “แคบ” ไปดีนะคะ ถ้าให้ใช้ภาษาสวยๆ คงต้องบอกว่า มัน “เจาะจง” ดี จนบางเวลารู้สึกว่าอิสระของการเรียนรู้ ทักษะการแถหลุดโลก ที่ได้ใช้จากการเรียนที่ผ่านมาจากตอนเรียนที่คณะอักษรศาสตร์ และการคิดวิเคราะห์อย่างลึกมากมายจนเหมือนว่า คิดเกินกว่าที่ผู้เขียนจริงตั้งใจไว้ (โดยเฉพาะวิเคราะห์หนังสือ/บทความพวกปรัชญา/วรรณคดี) ในช่วงเวลาสี่ปีที่ผ่านมา ได้หายไปอย่างไม่เหลือเลย

ตอนนี้กับสาขาที่เรียนอยู่ จะให้คิดโลดแล่น นอกกรอบ หลายมุม อย่างที่เคยทำมาแต่ก่อน ก็ไม่ได้ ทุกอย่าง ต้องเป็นไปตามข้อจำกัด ของโครงสร้างอวัยวะของมนุษย์ มีสถิติ และหลักฐานในเชิงวิทยาศาสตร์รองรับเสมอ จะคิดว่ามันไม่ดีก็ไม่ใช่ แต่มันเป็นการเรียนที่ “เฉพาะทาง” มากขึ้น มันคือสิ่งที่ เด็กอักษรฯ ขวนขวาย มันคือความเป็น “วิชาชีพ” ที่หลายคนต้องการ

สำหรับบางคน ความไร้ขอบเขตที่อักษรฯ มอบให้ อาจทำให้ดูเคว้งคว้าง เหว่ว้าบนโลกที่กว้างใหญ่อยู่แล้ว แต่ในฐานะศิษย์เก่าในคณะคนหนึ่ง ที่ตอนนี้ได้มาอยู่ในแวดวงที่เฉพาะทางมากขึ้น อยากให้นิสิตปัจจุบันและนิสิตอักษรฯ ในอนาคต “มีความสุขและสนุก” กับการเรียนตอนนี้ เพราะ เมื่อหมดโอกาสนั้นแล้ว อิสระที่เคยมีอาจหายไปก็ได้นะคะ

บางทีอาจรู้สึก เหมือนโดนกักขัง ในกรอบเล็กๆ ถูกพันธนาการไว้ จนบางครั้งอยากหลบหนีออกมา

 


  • อ่าน บทความ ประสบการณ์นิสิตอักษรศาสตร์ คลิกที่นี่
  • อ่าน บทความอื่นๆ ด้านการศึกษา คลิกที่นี่

 

Filed Under: Education Tagged With: อักษรศาสตร์

เตือนภัย! หนาว ดื่มแอลกอฮอล์ ถึงตาย!

January 25, 2016 By KaiMook McWilla Malany Leave a Comment

 

โอละหนอ เมืองไทยอากาศเย็นแล้ว ที่ฟินแลนด์ทางเหนือตอนนี้อุ่นนะคะ จากประมาณ -35 ตอนนี้จู่ๆ ก็ตกลงมาที่ -10 อาจจะยังดูหนาวสำหรับที่ไทย แต่สำหรับคนที่นี่ มันจิบๆ น้ำไม่ล้นตะลิ่งค่ะ #คือไม่เกี่ยว

ขณะที่อุณหภูมิที่ไทยลดลง ฝั่งยุโรปก็สูงขึ้นอย่างกะทันหัน แปรผันกันอย่างน่าตกกะใจจริงๆ อากาศดีแบบนี้อย่ามัวแต่ออกมาข้างนอกสนุกสนานกับบรรยากาศดีๆ จนลืมดูแลสุขภาพ สวมเสื้อผ้าอุ่นๆ จะได้ไม่ป่วย และที่สำคัญ แถ๊แด๊ … อย่าดื่มแอลกอฮอล์เพราะคิดว่าจะทำให้ร่างกายอุ่นนะ มันไม่ได้ทำให้อุ่นค่ะ

 

ย้ำ! ดื่มแอลกอฮอล์ไม่ได้ทำให้อุ่น 

ความอุ่นเป็นผลข้างเคียงที่จะย้อนมาทำร้ายเราเองถึงชีวิต!

 

 

ขอเตือนภัย! กรุณาอย่าดื่มแอลกอฮอล์ช่วงอากาศหนาว

ฟังดูคงขัดแย้งกับความคิดและความเชื่อของหลายคนที่ว่า แอลกอฮล์ทำให้ร่างกายอุ่น … อากาศเย็นสบายมากินเหล้าคลายหนาวกันเถอะว่ะ … เป็นความเชื่อผิดๆ นะ แอลกอฮอล์ทำให้ร่างกายอุ่นจริง แต่นั่นเป็นเพราะกระบวนการทำงานของร่างกายที่ “สูญเสียความร้อน” จาก “เส้นเลือดฝอยที่ขยายตัว” ดื่มมากความร้อนก็ออกจากร่างกายมาก เส้นเลือดฝอยก็ขยายตัวมาก

ก็อุ่นมาก สบายกายมาก นั่นแหละค่ะส่งผลถึงชีวิตเลยล่ะ

ดังนั้นหลีกเลี่ยงดื่มการดื่มเหล้าเพื่อความอุ่นเถอะค่ะ กอดคนข้างๆ กอดเพื่อน กอดลูก กอดภรรยา กอดสามี หรือกอดคนข้างบ้าน อุ่นกายสบายใจ ปลอดภัยหายห่วงด้วย 🙂

ด้วยรักและห่วงใย

สำหรับใครที่มีโรคประจำตัว หอบหืด โรคหัวใจ หลอดเลือดสมอง อัมพฤกษ์ อัมพาต ก็ดูแลตัวเองดีๆ นะคะ เตรียมยาให้พร้อม ดูแลตัวเองให้ดีเสมอด้วยค่ะ

 


*ข้อมูลจาก discovery

 

Filed Under: Travelling Tips

10 เคล็ดลับแบกเป้/จัดกระเป๋าเที่ยวง่ายๆ

January 24, 2016 By KaiMook McWilla Malany Leave a Comment

 

อยากเที่ยวนานๆ หลายๆ ที่ แบกของเยอะ ไหนจะเหนื่อย ไหนจะปวดหลัง เห็นชาวต่างขาติแบ็คแพค แบกของหนาเตอะเต็มแผ่นหลัง บางทีก็หิ้วรองเท้า มีเบาะโยคะ มีเต๊นท์ด้วย เค้าทำกันยังไงกัน ไม่หนักเหร๊อะ มันก็น่าสงสัยนะ แต่พอได้เที่ยวแบกเป้บ่อยๆ แล้ว ทักษะการจัดของฉันก็ดีขึ้นมา ของมันจะน้อยลงๆ เรื่อย จะให้เที่ยวนานหลายเดือนหรือเป็นปี ของน้อยแค่ไหนฉันก็เชื่อว่าอยู่ได้

มาดูเคล็ดลับ 10 ข้อง่ายๆ กันเถอะค่ะว่าจัดกระเป๋าทำยังไงดี

ภาพจาก http://SanookTiew.com

1) ของที่เอาไป: เอาให้น้อยที่สุดค่ะ คือของที่ไม่จำเป็นก็ไม่ต้องเอาไป พวกของ “เผื่อ” ทั้งหลาย แนะนำว่าเอาออกเถอะค่ะ ไม่ได้ใช้หรอก คุณๆ ที่คิดว่า “เสื้อตัวนี้เอาไปดีกว่า เผื่อได้ใช้” “ผ้าพันคอนี้ เอาไปอีกสักผืน เผื่อหนาว” อย่าค่ะ คำว่า “เผื่อ” คือตัวสำรอง เราจะไม่ใช้มันและไม่ค่อยชอบใจนักมันถึงเป็นของ “เผื่อ” ยังไงล่ะคะ

2) ข้างหน้า: อย่าลืมว่าที่ข้างหน้าปลายทางยังมีของขาย ขาดเหลือหาเอาได้ จะไปแหล่งกันดาลแค่ไหนอย่างน้อยประเทศเขาก็คงมีร้านขายของเล็กๆ ให้ได้ควักตังค์ออกมาจากแน่ๆ ค่ะ

3) กระเป๋า: ไม่ต้องใบใหญ่มากนะคะ ตัวเล็กก็เอาไปขนาดพอดีตัว ไม่ใหญ่มาก ใหญ่มากเจ็บหลัง ทางทีดีเวลาซื้อให้ลองสะพายดูก่อน กระเป๋าแบ็คแพ็คจะมีแผ่นรองหลังหนาๆ นุ่มๆ คล้ายๆ ฟองน้ำ มันช่วยไม่ให้ปวดหลังค่ะ กระเป๋าพวกนี้ถูกออกแบบมาให้มีแผ่นรองหลังโดยเฉพาะ แล้วก็มีตัวที่ยื่นๆ ออกมารองรับน้ำหนักตรงสะโพกด้วย ด้วยเหตุนี้ของหนักแค่ไหนตอนสะพายก็ไม่รู้สึกว่ามันหนัก เพราะน้ำหนักมันถ่ายลงมาหมดแล้ว

4) ลำดับการจัดของ: ต้องวางให้มีลำดับมีชั้นเชิงด้วยนะคะ ไม่ใช้ยัดๆ ลงไปหมด ของหนักเบาอะไรเอาลงก่อน? …  ของเบาก่อนนะ วางเบาๆ พวกเสื้อผ้า กางเกง ชุดชั้นในลงก่อน ตามด้วยของหนัก เช่น รองเท้า ที่ชาร์จ เพราะของพวกนี้มันจะช่วยถ่ายน้ำหนักลงไปข้างล่างกระเป๋า ช่วยทับของเบาๆ ให้แบนลงกว่าเก่า จัดแบบนีรับรองประหยัดพื้นที่แน่นอนค่ะ

5) ขวด: พวกแชมพู ยาสระผม โลชั่น และของเหลวต่างๆ แบ่งใส่ขวดไว้ เอาไปพอปริมาณตามจำนวนวันที่ไป ถ้าจะให้เบากว่านี้และประหยัดพื้นที่มากกว่านี้ก็ใช้แบบซองค่ะ พกสะดวกกว่า หมดรายวัน ใช้เสร็จทิ้งเลย แต่ถ้าไม่ห่วงเรื่องต้องใช้ยี่ห้อนั้นยี่ห้อนี้ ให้ไปหาเอาข้างหน้าตามโรงแรม ตามโฮลเทลก็สะดวกเหมือนกันค่ะ ส่วนใหญ่เค้าจะให้มาเกินอยู่แล้ว เก็บซองทีเหลือไว้ใช้อีกยังได้เลย

6) รองเท้าแตะ: ถ้านอนโฮสเทล อย่าลืมรองเท้าแตะด้วยนะคะ เพราะที่พักอาจเป็นห้องน้ำรวม เอาไว้ใส่เดินเข้า-ออกห้องเวลาอาบน้ำ

7) ซักผ้า: ของไม่ต้องเอาไปเยอะ เพราะเราซักผ้าได้ ที่พักสมัยนี้มักมีเครื่องซักผ้าให้ในอาคาร อำนวยความสะดวกให้นักเดินทางอย่างเราๆ ถ้าไม่มี แต่เราอยู่เมืองหนาว ที่เมืองหนาวมีฮีตเตอร์ในห้อง ก็ซักเสื้อผ้าชุดชั้นในในห้องได้ ซักเสร็จก็ห้อยไว้แถวนั้นแหละค่ะ ตากตามฮีตเตอร์ ตื่นมาแห้งพอดี เชื่อสิคะ ฮีตเตอร์นี้มีประโยชน์มากกว่าให้ความอบอุ่นอีกนะ 😛

8) กันฝน:

  1. ถ้ากระเป๋าไม่กันฝน อย่าลืมพกถุงไว้คลุมกระเป๋ากันเสื้อผ้าเปียกด้วยนะคะ ไม่ก็
  2. ตอนจัดของให้จัดเสื้อผ้าเป็นถุงๆ ใส่ถุงพลาสติกบางๆ ก่อนค่อยยัดลงในกระเป๋า ถุงพลาสติกพวกนี้ภายหลังก็เก็บไว้ห่อเสื้อผ้าสกปรกที่ใช้แล้วได้เลย

9. ยา: ร้านขายยาในบางที (โดยเฉพาะยุโรป) ไม่ได้เปิดทำการทุกวัน บ้างหยุดวันอาทิตย์บ้างหยุดวันจันทร์ หยุดไม่เหมือนที่ไทยเสียด้วย เวลาทำการก็ไม่เหมือนกันทุกที่ หากป่วยมากระทันหันไม่มียารักษานะ พกไว้ทั้ง ยาดม ยมอม ยาหม่อง ยาแก้ปวด ยาแก้ไข้ พลาสเตอร์ปิดแผลด้วย 🙂

10. ข้อดีของการเที่ยวแบ็คแพ็คใช้กระเป๋าใบเล็กคือ

  1. เอาขึ้นเครื่องได้ ประหยัดงบค่ะ สมัยนี้สายการบินราคาถูกมีเยอะ กระเป๋าเยอะก็เสียค่าเดินทางเยอะ กระเป๋าน้อยเราก็ประหยัดไปอีก
  2. เดินทางสะดวก ของอยู่บนหลัง สะพายเอา เวลาผู้คนพลุกพล่านเราก็เดินได้ไม่ต้องคอยใครหลบทางให้เราลากกระเป๋า แต่อย่าลืมเดินดูคนด้วยนะคะ นักท่องเที่ยวหลายคนสะพายเป้เดินเพลินลืมดูว่ากระเป๋าเราไปชนใครหรือเปล่า รุกรานคนอื่นแบบนี้ไม่ดีค่ะ
  3. เที่ยวได้หลายที่ขึ้นและย้ายเมืองได้ คือแบกเป้เดินไปไหนมาไหนได้เลย ตอนเช้าเช็คเอาท์ออกจากที่พักก็สามารถแบกของข้ามเมืองไปกับเราได้เลย ไม่ต้องคอยพะวงเดินทางกลับมาเอากระเป๋าที่เดิม

เที่ยวให้สนุกนะคะ 🙂

 

Filed Under: Travelling Tips Tagged With: เดินป่า, ไฮกิ้ง

อยากฉลาด หัวดี กินอะไรดี

January 23, 2016 By KaiMook McWilla Malany Leave a Comment

ภาพจาก JeffreySterlingMD

อาหาร มีความจำเป็น ต่อร่างกายเสมอ เพราะเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เราดำรงชีวิตอยู่ได้ แต่ จะกินอะไรก็ได้ หรือ ที่เรียกว่ากินตามใจปาก ก็คงไม่เป็นอะไรมาก หากเพียงต้องการให้อิ่ม และมีความสุข แต่ … หากอยากมีสุขภาพดีด้วย ก็คงต้องกินอาหารที่ดี มีประโยชน์ และออกกำลังกายด้วยบ้าง จริงไหมคะ

  • ถ้าอยากมี สมอง ที่ดีล่ะ ต้องทาน อาหารบำรุงสมอง อะไรบ้าง
  • แล้วถ้าอยากมี ความจำดีเริศ ด้วย มีอะไรบ้าง ที่ทานได้
  • สั้นๆ กระชับ นะคะ มี 5 อย่างหลักๆ ที่ปฏิบัติตามได้ง่ายๆ คือ

1. ธัญพืช 

เครื่องจัก ที่ไร้น้ำมัน ไร้พลังงาน ก็ขับเคลื่อนไม่ได้ ร่างกายก็เช่นกันค่ะ หากไร้อาหารที่ให้พลังงานต่อสมอง ความคิดก็ไม่โลดแล่น … ระบบการทำงานของสมองก็ไม่ดี สมองเราจะมีสมาธิ โฟกัสได้ดี ก็ต่อเมื่อได้รับพลังงานที่เพียงพอ จากกลูโคสที่ไหลผ่านทางกระแสเลือด

กลูโคสในธัญพืชจะค่อยๆ ถูกปล่อยเข้าไปในกระแสเลือด ทำให้เราตื่นตัว หากอยากตื่นตัวมีสมาธิที่ดี “ยืดอก พกถุงถั่ว” กันได้นะคะ หยิบถั่ว กินธัญพืช วันละกำมือ แทนขนมขบเคี้ยวอื่นๆ อร่อยดีและมีประโยน์ไม่น้อย ดีต่อร่างกายมากๆ เลยล่ะค่ะ 🙂

2. ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่

ไม่ขอพูดอะไรมาก สามประโยชน์หลักง่ายๆ ของเบอร์รี่ที่จะทำให้คุณต้องซื้อกิน คือ

  • ทำให้ความจำดี
  • มีความคิดฉับไวเฉียบคม
  • ชะลอความจำเสื่อม

ฉันขอยังไม่ลงรายละเอียดตรงนี้มาก เพราะบทความนี้เพียงแค่เสนอภาพรวมของอาหารที่มีประโยชน์ต่อความจำ และสมองเท่านั้น ติดามสรุปข้อมูลงานวิจัยที่อ่านง่ายมีสาระว่า “ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ดีต่อสมองอย่างไร” ได้ที่นี่ (กำลังเขียน อดใจรอนิดนึงนะคะ)

3. ดาร์กช็อกโกแลต

ทานช็อกโกแลต ไม่ได้ทำให้อ้วนเสมอไปอย่างที่หลายคนคิดนะคะ แต่ต้องเลือกทานให้เป็น ทานในปริมาณที่พอเหมาะ ซึ่งช็อกโกแลตที่ดีที่สุด คือ ดาร์คช็อกโกแลต เพราะถือว่าเป็นช็อกโกแลตแท้ ไม่มีน้ำตาล ไม่มีนม แต่ ทั้งนี้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับจำนวน อัตราส่วน ที่ผู้ผลิตช็อกโกแลต ยี่ห้อนั้นๆ ทำขึ้นมาด้วย

ให้สังเกตุที่เปอร์เซนต์ค่ะ ตัวเลขเปอร์เซนต์สูง หมายถึง มีน้ำตาลน้อย เช่น หากบนฉลากเขียนว่า

  • ดาร์กช็อกโกแลต 90 เปอร์เซนต์ หมายความว่ามีปริมาณช็อกโกแลตแท้ไม่ได้ผสมอะไร 90 เปอร์เซนต์
  • ดาร์กช็อกโกแลต 90 เปอร์เซนต์ จึงมีปริมาณน้ำตาลน้อยกว่า ดาร์กช็อกโกแลต 72 เปอร์เซนต์ อยู่ 18 เปอร์เซนต์

ยิ่งสูงยิ่งดี ท่องไว้นะคะ (แต่อาจจะขมหน่อยนึง)

ดาร์กช็อกโกแลตดีมีประโยชน์ เพราะมีสารที่เรียกว่า “ฟลาโวนอยด์ (flavonoid)” ช่วยลดความดันโลหิด และช่วยป้องกันการอุดตันของแส้นเลือด ทำให้เลือดไหลเวียนได้ดี เมื่อการไหลเวียนของเลือดคล่องตัว จึงทำให้มีเลือดไปเลี้ยงร่างกาย และสมอง ได้สะดวกง่ายดายขึ้น

4. มะเขือเทศ

มะเขือเทศ มีสารที่เรียกว่า “ไลโคปีน (lycopene)” ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระอย่างหนึ่ง นอกจากมะเขือเทศจะช่วยชะลอริ้วรอย การแก่ตัวแล้ว ไลโคปีน ยังเป็นสารที่ช่วยป้องกันการก่อตัวของโรคอัลไซเมอร์ หรือ ความจำเสื่อมด้วย

เพราะเหตุนี้ มะเขือเทศจึงเป็นอาหารหนึ่ง ที่ช่วยพัฒนาสมอง และเสริมสร้างความจำที่ดี

5. ปลา

ข้อนี้ยังไงก็หนีไม่พ้นค่ะ เชื่อว่าใครๆ ก็คงคุ้นเคยกับประโยคที่ว่า “กินปลาแล้วฉลาด” แต่ไม่ใช่ทำให้ฉลาดอย่างเดียวน่ะสิคะ เพราะปลาเนี่ย ก็ช่วยป้องกันการก่อตัวของอัลไซเมอร์และความจำเสื่อมได้เช่นกัน

 


คลิกที่นี่สำหรับบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ สมอง ภาษา และความคิด

 

 

Filed Under: Brains & Minds

หนาว (ติดลบ) แต่งตัวยังไง

January 10, 2016 By KaiMook McWilla Malany Leave a Comment

ไม่เคยคิดมาก่อนว่าเกิดมาชาตินี้จะมีโอกาสพูดว่าอากาศแค่ -15 องศาเอง ที่สำคัญคือฉันล่ะรู้สึกว่ามัน “แค่” จริงๆ ด้วย ไม่หนาวอย่างที่คิด

ความจริงอากาศน่ะหนาวมากนะ แค่ 10 องศาขึ้นดอยอินทนนท์ตอนอยู่ที่ไทยก็แต่งตัวกันยังกับหิมะถล่ม นี่ปาไป -15 หรือ -30 องศา (หรือกระทั่ง -40 องศา) แต่งตัวกันยังไง แรกๆ ฉันก็หวั่นนะ ถามเพื่อนๆ ชาวฟินน์แต่ละคนก็บอกว่า “ไม่หนาวหรอก หากแต่งตัวเป็น”

แล้วยังไงล่ะที่ว่าแต่งตัวเป็น

ต้องแต่งเป็นชั้นค่ะ เหมือนหัวหอม ต้องเป็นชั้นที่มีชั้นเชิงหน่อย เพราะมันจะช่วยให้ร่างกายปรับอุณหภูมิกับภายนอกได้ และถอดออกได้เสมอเมื่อรู้สึกร้อน แต่ละชั้นที่เราสวมใส่มีบทบาทของมัน เรียงลำดับตามนี้

  1. THERMAL ชั้นควบคุมความชื้น ใส่แนบนิดติดตัว เป็นเสื้อที่เก็บความร้อนที่ พวกลองจอห์นหรือถุงน่อง อาจจะบางหน่อยหนาหน่อยขึ้นอยู่กับว่าทนอากาศหนาว หรือไปอยู่ที่ๆ อุณหภูมิติดลบมากเท่าใด
  2. WOOL/FLEECE ชั้นเก็บความร้อนป้องกันความเย็น จำพวกเสื้อขนสัตว์ ผ้านุ่ม ใส่สบาย ถ้าเป็นขนสัตว์แท้จะแพงสุดๆ แต่อุ่นสุดๆ เช่นกัน ราคาขึ้นอยู่กับปริมาณขนสัตว์ หากคิดว่าอยู่นาน ต้องไปทำกิจกรรมกลางหิมะบ่อยๆ ซื้อไปเถิดค่ะ รับรองคุ้ม
  3. SHELL/WIND-STOPPER ชั้นนอกสุด เป็นชั้นกันลม จะพองหนาเหมือนตัวหุ่นยางมิชเชลลิน ใส่แล้วตัวใหญ่เหมือนหนานุ่มน่ากอดเหมือนหมี แนะนำให้ใส่สองตัวคือแจ็คเก็ตชนิดที่ทำจาก DOWN  หรือเสื้อขนเป็ด จะแบบหนาหรือบางแล้วแต่ว่าขี้หนาวแค่ไหน (หรือจะใส่แบบบางก่อนตามด้วยหนาก็ไม่ว่ากันค่ะ) แล้วตามด้วย RAIN-STOPPER ใช้กันฝนซึ่งช่วยกันลมให้อีกที แนะนำมากหากชอบเดิน ปั่นจักรยานหรือเล่นกีฬาฤดูหนาว

โดยส่วนตัวฉันใส่เสื้อกล้ามเป็นชั้นแรกก่อนชั้น Thermal ให้อกอุ่นกันปอดบวม เพราะเวลาหนาวมากๆ ขั้น -20 ขึ้นไปจะหายใจลำบาก ความเย็นเข้าปอดแล้วมันแสบเจ็บจี๊ดๆ ดีแท้

ทั้งนี้จะใส่แต่ละชั้นมากน้อยแค่ไหนขึ้นกับเราเลยล่ะค่ะ หลักการของมันคือ ปกปิดผิวหนังให้มากส่วนที่สุด ให้ความเย็นเข้าร่างกายน้อยที่สุด และให้ความร้อนกักเก็บภายในได้นานที่สุด

อย่าลืมถุงมือ ผ้าพันคอ และถุงเท้าด้วยนะ ส่วนรองเท้าเนี่ยอาจจะต้องแบบกันน้ำกันลมบ้างเหมือนกัน ถ้าหิมะตกหนักเท้าเปียกแล้วทรมานค่ะ …

เหม็นด้วย อี๊

https://www.instagram.com/p/BAPArRmAD-R/?taken-by=wanderful_minds

 

Filed Under: Travelling Tips Tagged With: การแต่งกาย

  • « Previous Page
  • 1
  • …
  • 3
  • 4
  • 5
  • 6
  • 7
  • Next Page »

KAIMOOK MALANY

ฉันโตมากับการไม่อยู่เป็นหลักแหล่ง ฉันสู้ ดิ้นรน ปรับตัว เป็นฉันในวันนี้ ที่ยิ้มเก่ง ช่างพูด กล้าถาม ชื่นชอบการพบปะผู้คน รักการเรียนรู้ หลงรักการผจญภัย และอยู่อย่างสันโดษได้ นอกจากจะเพราะครอบครัวที่รักและคอยให้การสนับสนุนฉันแล้ว ส่วนหนึ่งยังเป็นเพราะตัวฉันที่ไม่ชอบอยู่นิ่ง (wander) สิ่งที่ฉันได้เจอ ศึกษาค้นคว้าและเรียนรู้เป็นความน่าหลงใหล (wonderful) ที่ฉันอยากจะแลกเปลี่ยนแบ่งปัน ทุกอย่างที่เขียนขึ้นกลั่นออกมาจากใจฉันเองค่ะ (minds)

Join the Social Conversation

  • Facebook
  • Instagram
  • Pinterest

Copyright © 2015-2019 · Squiddy Productions · This site powered on interstellar cognitions · Privacy