wanderfulminds

When you wonder, your mind wanders, and you realize how wonderful everything is

  • Home
  • Stories & Guides
  • Facts & Tips
  • Brains & Minds
  • Languages
  • Education
  • Hire me!
  • Contact
You are here: Home / Archives for KaiMook McWilla Malany

สายน้ำที่เหือดแห้งตามกาลเวลา

September 5, 2015 By KaiMook McWilla Malany 1 Comment

 

เสียงเด็กร้องไห้ดังขึ้นมาจากข้างบนบ้านพักข้างๆ หลังที่ฉันอยู่ พลันให้นึกถึงคุณลุงคนหนึ่งที่ฉันเจอที่โรงอาหารคณะ ที่มหาวิทยาลัยท่ีฉันเรียนอยู่ที่เมืองไทยก่อนบินมาอยู่นี่ คุณลุงคนนี้อายุประมาณ 65 ปีแล้ว ฉันไม่ทราบชื่อลุงแต่ขอเรียกคุณลุงว่า “ลุงยิ้ม” แล้วกัน

ครั้งแรกที่เจอคุณลุงคือที่งานประชุมวิชาการที่จัดขึ้นที่ใจกลางเมืองกรุง ฉันไปพรีเซนต์งาน ลุงยิ้มไปเข้าร่วมฟัง ด้วยความที่ลุงยิ้มอายุห่างจากนิสิตนักเรียนระดับปริญญาตรี โท และเอกมาก ทุกคนจึงเข้าใจว่าลุงยิ้มเป็นอาจารย์หรือบุคคลในแวดวงวิชาการ

ถึงเวลาพักเบรค ทานอาหาร ลุงยิ้มเดินตรงมาที่โต๊ะที่ฉันนั่งอยู่ ใกล้ที่สุดกับขอบประตู ฉันยิ้มให้ลุง “นั่งด้วยกันได้นะคะ”

ลุงเดินมานั่งตรงข้ามฉันพอดี ครั้นได้คุยกับลุงยิ้ม ก็ได้รู้ว่าแท้จริงแล้วลุงเป็นนิสิตปี 1 ทุกคนบนโต๊ะอาหาร แม้กระทั่งอาจารย์ที่นั่งอยู่อึ้งไปพร้อมๆ กัน ทุกคนแปลกใจที่ลุงยังเลือกเรียนหนังสือ “ไม่มีอะไรทำแล้ว ตอนเด็กๆ ลุงไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือ ครอบครัวลุงไม่มีฐานะ ตอนนี้มีโอกาส เลยมาเรียน” ลุงอธิบาย

“ลุงชอบเรียนนะ พยายามเข้าเรียนตลอด ไม่เข้าใจลุงก็ถามครู ทำข้อสอบไม่ได้ไม่เป็นไรหรอก เพราะลุงมาเรียนเอาความรู้”

ฉันเห็นด้วยกับลุงนะคะว่า ความรู้สำคัญที่สุด หาใช่คะแนนสอบไม่ แต่ถ้าสอบไม่ได้เพราะความรู้ไม่พอ อย่างนี่ก็ไม่ไหวค่ะ ต้องขวนขวายหาความรู้เพิ่มเติมแล้ว

ลุงยิ้มเล่าให้ฉันฟังต่อว่า ลุงเดินทางเข้ากรุงเทพฯ จากสุราษฎ์ ทุกสัปดาห์ เพื่อมาเรียนหนังสือ ฉันล่ะเคารพลุงเลยค่ะ เพราะฉันก็เชื่อว่าระยะทางกับอายุไม่ใช่อุปสรรคที่ขวางกั้นองค์ความรู้เลย

“ประสบการณ์หาได้ไม่ครบฉันใด การเรียนรู้และการศึกษาก็ไม่มีวันสิ้นสุดฉันนั้น”

ฉันอยากให้ลุงเป็นแบบอย่างให้กับเพื่อนๆ ทุกคนและผู้อ่านทุกท่านที่คิดว่าตนเอง “แก่เกินไปแล้วที่จะเรียน” “อายุมากแล้วเรียนไม่ไหว” หรือ “คิดว่าตนเองหัวไม่ทันเด็กสมัยนี้”

อีกอย่างฉันก็ไม่คิดว่าเราควรใช้อายุเป็นข้อจำกัดทางการศึกษา

  • เด็ก ต้องเรียนรู้การใช้ชีวิต เรียนรู้ที่จะล้ม ลุก คลุก คลาน ผูกเชือกร้องเท้า ใช้ช้อนส้อม
  • วัยรุ่น เรียนรู้ที่จะปรับตัวให้เข้ากับกลุ่มเพื่อน เรียนรู้ที่จะตัดสินใจด้วยตนเอง ทำกิจกรรมและแบ่งเวลาให้เป็น
  • วัยทำงาน ก็ยังต้องปรับตัวให้เข้ากับสังคมที่แตกต่างออกไปจากที่เคย เรียนรู้เพื่อนร่วมงานที่มาจากคนละหลักแหล่ง
  • วัยครอบครัว ยังไม่วายหนีไม่พ้นการเรียนรู้การเป็นพ่อแม่ที่ดี ทั้งต้องเรียนรู้และคอยพร่ำสอนแบ่งปันประสบการ์และความรู้กับคนในครอบครัวเดียวกัน

แล้ววัยหลังเกษียณเล่าหรือ ไม่ต้องเรียนแล้วหรือกระไร… วัยไหนๆ ก็ยังคงต้องเรียนเสมอ โลกใบนี้มีสิ่งใหม่ๆ พัฒนาขึ้นตลอดเวลา หากเรามัวแต่กลัวที่จะเริ่มทำสิ่งใหม่ๆ ที่อยากทำ กลัวที่จะสร้างสรรค์ และกลัวที่จะเริ่มก้าวแรก กลัวที่จะหัดล้มลุกคลุกคลานอีกครั้ง ชีวิตเราคงอยู่นิ่งเหมือนสายน้ำที่ไหลเอื่อยรอวันเหือดแห้งไปตามกาลเวลา

เสียงเด็กคนนั้นยังร้องไห้ไม่หยุด แม่ใหม่บนบ้านพักข้างๆ ที่ฉันอยู่ อายุ 35 ปีแล้ว เธอเพิ่งย้ายมาเรียนปริญญาโทที่นี่หลังจากคลอดลูกได้ไม่นาน ตัวเลขไม่เป็นปัญหาสำหรับเธอ เช่นเดียวกับอายุหลังวัยเกษียณที่ไม่เป็นอุปสรรคสำหรับลุงยิ้ม

“อย่าให้ตัวเลขทำลายความฝัน”

“ทำสิ่งที่อยากทำ แล้วจะสนุกกับชีวิต”

“อย่ากลัว” ลุงยิ้มบอกฉัน

 

 

Filed Under: Finland

ฉันคือใคร

September 5, 2015 By KaiMook McWilla Malany Leave a Comment

 

ฉันคือใคร 

คนในภาพคือ “ไข่มุก” นะ ฉันเองค่ะ  เรียก “ไข่” ก็ได้ … ตลกดี 😛

ฉันชอบเวลาคนรอบข้างฉันหัวเราะ มีความสุข เพื่อนๆ ส่วนใหญ่แค่เรียกชื่อฉันก็ฮากันจะแย่อยู่แล้ว

ตอนอายุประมาณ 16 ปี ฉันมีโอกาสได้ขึ้นเครื่องบินและบินออกนอกประเทศเป็นครั้งแรกคนเดียว การ ขึ้นเครื่องบินครั้งแรก คนเดียว ออกนอกประเทศ เป็นอะไรที่น่าสะพรึงสำหรับฉันมากนะ ยิ่งไม่ใช่คนกรุงเทพฯ ด้วย อะไรนิดอะไรหน่อยก็หวั่นแล้ว

ตอนนั้นนะ

  • ตรวจคนเข้าเมืองคืออะไร เกทคืออะไร บอร์ดดิ้งพาสคืออะไรหรอ ฉันไม่รู้หรอกค่ะ
  • เพราะไม่สูง ยกกระเป๋าไปวางไม่ถึง ขอให้แอร์ช่วย “ขอโทษนะคะ รบกวนช่วยยกหน่อยนะคะ หนูยกไม่ถึง” … “ยกไม่ได้ก็วางไว้ตรงนั้นแหละ!!” แอร์ตอบ
  • วันนั้นเป็นวันแม่ แอร์อีกคนถามฉันว่า “วันแม่ไม่อยู่กับแม่หรอ” … น้ำตาเริ่มคลอเบ้า
  • บินไปถึง ตรงตรวจคนเข้าเมือง โดนพี่ ตม ที่สหรัฐฯ ฉีกเอกสารที่สถานทูตออกจนขาด แล้วฉันก็โดนลากไปหาตำรวจ (เขาฉีกเอกสารฉันทำไมนะ)
  • ต้องย้ายเทอร์มินอลไปไฟล์ทภายในประเทศ แต่ว่าเทอร์มินอลคืออะไรหรอ แล้วมันอยู่ตรงไหน

เยอะแยะค่ะ หลายอย่าง นี่เป็นเศษเสี้ยวของเหตุการแค่วันเดียว ปัจจุบันเรื่องเหล่านี้อาจง่ายมากๆ ข้อมูลออนไลน์มีเยอะแยะ

แต่ตอนนั้นอินเตอร์เน็ตไม่ได้กว้างขวางเท่าไรนัก เฟสไทม์ ไลน์อะไรไม่มีหรอกค่ะ ตลอดระยะเวลา 1 ปี ฉันโทรกลับบ้านประมาณประมาณ 8 ครั้ง ใช้ชีวิตด้วยการเรียนรู้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ด้วยตัวของฉันเอง

ได้ล้มลุกคลุกคลาน จากเศร้าก็ค่อยสุข จากดิ้นรนกลายเป็นสนุก จากอ่อนแอก็เข็มแข็ง จากพูดน้อยก็ค่อยปรับตัวให้ได้กับสังคม จนเป็นฉันอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ เหมือนกิ่งก่าที่ปรับตัวได้เรื่อยๆ กับใครก็ได้ที่ไหนก็ได้ แต่ก็ยังคงความเป็นตัวของตัวเองอยู่

ตอนนี้กลายเป็นพวกไปไหนไปกัน นอนโซฟา นอนพื้น ไม่หวั่นค่ะ หนาวร้อน ไม่อาบน้ำแปรงฟันก็อยู่ได้ (ชอบ 55)

จากชีวิตตอนนั้นมาถึงตอนนี้ก็เกือบสิบปีแล้ว ได้มีโอกาสเจอใครมากหน้าหลายตา กล้าเสี่ยงกล้าลองอะไรใหม่ๆ  ไปไหนหลายที่ ได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ตรงทั้งด้านการเรียน การทำงาน และการใช้ชีวิตมากมาย ได้พูดคุยกับคนหลากหลายอาชีพเรียนรู้ประสบการณ์ทางอ้อม

ฉันจึงอยากแบ่งปันอะไรเหล่านั้นให้กับเพื่อนๆ ทุกคนบ้าง

แล้วคอยแลกเปลี่ยน ติดตาม และให้คำแนะนำไข่มุกได้ที่ https://wanderfulminds.com เว็บนี้เลยค่ะ 🙂

 

 

Filed Under: Kaimook

ประเทศที่เคยไป ดินแดนที่เคยเยือน

September 5, 2015 By KaiMook McWilla Malany Leave a Comment

 

ประเทศที่เคยไป ดินแดนที่เคยเยือน

2007-2008

  • USA – นักเรียนแลกเปลี่ยนโรตารี (Rotary Club of Springfield Sunrise, Illinois) ภาค 6460

2011

  • France – ทริปแรกกับพี่สาว

2013

  • USA – กลับไปเยือนดินแดนที่ไม่มีใครคิดว่าฉันจะกลับไป
  • Japan – ทริปเดี่ยวทริปแรกในเอเชีย
  • Taiwan – ตัวแทนเข้าร่วมโปรเจค “Intercultural Discovery and Exchange in Asia” (IDEA)
  • Austria – อีกทริปกับพี่สาว
  • Czech Republic – ทริปที่สุดยอดอีกอันกับพี่สาวคนเดิม

2014

  • Germany – ทริปกับพี่สาวอีกแล้ว
  • Belgium – ทริปกับพี่สาวอีกด้วย
  • Netherlands – ทริปกับพี่สาวสุดที่รักคนเดิม
  • USA – ฝึกงานที่สถานกงสุลใหญ่ ณ นครชิคาโก
  • South Korea – ตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการประชุมสากล (International Youth Forum) ครั้งที่ 25 ในหัวข้อ “Youth and World Peace”
  • South Korea (กลับไปอีกครั้ง) – เรียนซัมเมอร์ มหาวิทยาลัยอินฮา (Inha University)
  • Japan – ทริปแรกกับเพื่อน

2015

  • Laos – ทริปครอบครัว (เหมือนไปกันทั้งตระกูลค่ะ :P)
  • Vietnam – แบ็คแพค
  • Brunei – ตัวแทนนิสิตคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เข้าร่วมกิจกรรม “โครงการเรียนรู้ประเทศสมาชิกอาเซียน”
  • Singapore – ทริปเดินป่ากับครอบครัว

2015-2016

  • Finland – ศึกษาต่อระดับปริญญาโท (สถานที่แรก ใบที่ 1) ด้านภาษาศาสตร์คลินิกและประสาทวิทยา โปรแกรมอีราสมุส มันดุส (Erasmus Mundus Masters program in Clinical Linguistics (EMCL))
  • Russia – แบ็คแพค
  • Italy – แบ็คแพค
  • Switzerland – แบ็คแพค

2016-2017

  • Germany – ศึกษาต่อระดับปริญญาโท (สถานที่ที่สอง ใบที่ 2) ด้านภาษาศาสตร์คลินิกและประสาทวิทยา โปรแกรมอีราสมุส มันดุส (Erasmus Mundus Masters program in Clinical Linguistics (EMCL))
  • Italy (อีกรอบ ชอบมาก) – แบ็คแพ็ค ลุยเกาะ ไฮกิ้ง ผจญภัย กับพี่สาว 😀
  • Norway – ไฮกิ้งชมธรรมชาติกับเพื่อนสาวคนสนิท
  • Belgium – รอบสอง คราวนี้ กินทั้งนั้น 😛
  • Poland – เที่ยวกับรุ่นน้อง เดินขาลากเลย
  • Turkey – บุกตุรกี หลัง ปฏิวัติ หมาดๆ ตื่นเต้น และ สนุกมาก
  • Netherlands – ศึกษาต่อระดับปริญญาโท (สถานที่ที่สาม ใบที่ 3) ด้านภาษาศาสตร์คลินิกและประสาทวิทยา โปรแกรมอีราสมุส มันดุส (Erasmus Mundus Masters program in Clinical Linguistics (EMCL))
  • France / Germany / Belgium – วนไปวนมาแถบนี้หลายรอบ เดินป่า และ เยี่ยมเพื่อน ค่า

แต่ละที่ที่ไปล้วนมีเรื่องราวแปลก สนุก และน่าสนใจซ่อนเร้นแฝงอยู่ หากสนใจเรื่องไหนสถานที่ใดเป็นพิเศษ หรืออยากรู้เรื่องเรียน ด้านวิชาการเกี่ยวข้องกับสมอง การรับรู้ภาษา ความผิดปกติด้านการรับรู้ภาษาและโรคต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับภาษากับการรับรู้ หรือภาษาศาสตร์ทั่วไป สอบถามได้เสมอนะคะ ติดต่อมาได้เลย ยินดีค่า

🙂 ฉันใจดี ไม่กัดค่ะ 🙂
https://www.instagram.com/p/BAXTl67AD7q/?taken-by=wanderful_minds

Filed Under: Kaimook

มิตรภาพกับเฟอร์นิเจอร์

September 5, 2015 By KaiMook McWilla Malany 2 Comments

 

หย่าจิง เป็นเพื่อนสาวชาวจีนรูมเมทฉันเองค่ะ เธอบอกว่าพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้เท่าไรนัก แต่เธอน่ารักมากและเป็นมิตรดี ด้วยความที่เธอช่างพูดช่างคุยและฉันก็ซักเก่งพูดเก่ง เราเลยเข้ากันได้เป็นปี่เป็นขลุ่ย

เราจะมีรูมเมทมาอยู่ด้วยอีกคนหนึ่ง แต่ตอนนี้เธอผู้นั้นยังไม่ปรากฏตัว คาดว่าน่าจะมาภายในสองสามวันนี้ เพราะมหาวิทยาลัยจะเปิดแล้ว ห้องเพื่อนเมทฉันทั้งสองคนมีเฟอนิเจอร์ให้พร้อมนะ แต่ฉันไม่มี ตอนฉันคุยกับบริษัทที่ดูแลเรื่องห้องให้ เขาไม่ยอมให้ฉันได้เฟอร์นิเจอร์เด็ดขาด เพราะฉันอยู่ระยะสั้น แค่ 6-7 เดือน ก่อนจะย้ายไปเรียนต่อที่เยอรมัน แต่หย่าจิงอยู่ 2 ปี ขณะที่เพื่อนเมทอีกคน ฉันทายว่าคงอยู่นานเหมือนกันเพราะห้องได้รับการตกแต่งเรียบร้อยแล้ว

 

 

ลักษณะห้องที่เราอยู่เป็นตามที่เห็น แชร์ห้องครัว (KEITTIÖ) ห้องน้ำ (KH) กับระเบียง (parveke) ภาษานี้คือภาษาฟินนิชนะคะ ฉันอยู่ห้อง A หย่าจิงอยู่ห้อง C ส่วนห้อง B ตอนนี้ยังว่างอยู่ แต่ละห้องไม่ได้ใหญ่อะไรมาก แต่ฉันว่าสะดวกสบายดี ข้อดีอีกอย่างคืออยู่ชั้นล่างสุดเลย แม้จะได้รับไอเย็นจากดิน ฝน และบรรยากาศชั้นล่างแต่ขนย้ายของสบายมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับฉันที่ต้องหาโต๊ะ ตู้ เตียงมาไว้ในห้อง

หลังจากที่หย่าจิงได้ข่าวว่าฉันนอนขดหนาวสั่นปวดหลังที่พื้น หย่าจิงก็บอกว่าไม่ต้องห่วงนะ แล้วเธอก็จัดแจงติดต่อสมาคมคนจีนในกลุ่มเฟสบุ๊ค กับเพื่อนคนจีนของเธอในเมืองมหาวิทยาลัยแห่งนี้

เธอเดินมาหาฉัน ยื่นโทรศัพท์ให้ดู “เอาไหม” เธอถาม

ภาพที่ปรากฎอยู่ตรงหน้าคือเตียงไม้เปลือยไร้เบาะ ฉันดีใจมาก (กระโดดกอดหย่าจิง) ไม่ต้องไปตระเวนซื้อของแล้ว เราตกลงราคากันทางโทรศัพท์เรียบร้อย แค่เตียงธรรมดา เหมือนเอาไม้มาตอกเองทั่วไป เขาขายให้ฉันที่ราคา 20 ยูโร ต่อเหลือ 18 ยูโร ราคาโอเคไม่เบา

แล้วหย่าจิง เพื่อนชาวจีนที่แสนดี ก็เดินมาลากมือฉัน บอกว่า “เราจะไปกันเดี๋ยวนี้” หมายถึงไปแบกเตียงกลับมาทันทีเลย ฉันนี่สุดจะซึ้ง นอกจากจะหาแหล่งซื้อเตียงไม้มือสองให้ ยังจะไปแบกเตียงกลับมาห้องกับฉันอีก

พอเราไปถึง ก็เจอครอบครัวชาวจีน พวกเขากำลังจะกลับประเทศวันพรุ่งนี้ เลยต้องพยายามขายของให้หมด “หนี ห่าว … หว่อ ชื่อ ไท่ กว้อ เหริน” (สวัสดี ฉันเป็นคนไทย) ฉันกล่าว แล้วฉีกปากกว้างทำตาเอ๋อหลังจากที่ครอบครัวจีนพ่นภาษาจีนใส่ฉันใหญ่ พูดภาษาจีนไม่ได้ค่ะ ฉันกล่าว

แล้วฉันก็เหลือบไปเห็นโต๊ะกับเก้าอี้เลยถามขอซื้อเลย โต๊ะไม้ธรรมดาขนาดไม่ใหญ่มาก มีลิ้นชักเล็กๆ อยู่ข้างๆ กับเก้าอี้นั่งสี่ล้อลากสีดำดูสะดวกสบายดี เขาจะขายให้ฉันในราคา 40 ยูโร แต่ฉันขอให้เขาลดให้หน่อย “30 ยูโร ได้ไหม” เขากับภรรยามองหน้ากัน คุยกันเป็นภาษาจีนสักพัก ฉันทำหน้าวิงวอน เขายิ้มแล้วตอบตกลง

ขอลอยสักนิด เขาบอกว่าฉันสวยค่ะ เลยลดให้ 😛

มิตรภาพวันนี้ที่ได้รับ ฉันรู้สึกประทับใจไม่น้อย สิ่งหนึ่งที่คนทั่วไปคิดคือเรามักต้องการให้อีกฝ่ายทักเราก่อน เริ่มดีกับเราก่อน อาจเป็นความหยิ่งในตน หรือแค่กลัวที่จะเริ่มต้นความสัมพันธ์ แต่ในความเป็นจริง สำหรับฉันแล้วแค่เพียงยิ้มกับการทักทาย ก็เป็นการเริ่มต้นมิตรภาพได้ระดับหนึ่งแล้ว ยิ้มไปเถอะค่ะ ถามไถ่ว่าวันนี้เป็นอย่างไร เรียนเหนื่อยไหม กินข้าวหรือยัง แสดงความห่วงใย ความใส่ใจ วันละนิดวันละน้อย แค่เพียงเท่านี้ คุณก็จะรับรู้ได้ว่าจริงๆ แล้วจะอยู่ที่ไหนคุณก็มีความสุขได้เสมอ

“สวัสดีหย่าจิง นอนหลับดีหรือเปล่า การบ้านเสร็จไหม ทานข้าวหรือยัง เรียนหนักหรือเปล่า” คือคำถามที่ฉันถามเพื่อนร่วมห้องคนนี้ทุกวัน

ดีกับคนอื่น ไม่ต้องหวังผลตอบแทน แล้วความดีนั้นมันจะย้อนกลับมาหาเราเอง 

ราตรีสวัสดิ์ค่ะ

 

Filed Under: Finland

ไม่ลงตัว

August 29, 2015 By KaiMook McWilla Malany Leave a Comment

 

วันนี้ค่ะตั้งเข้าเมืองไปทำธุระและซื้อของให้เรียบร้อย รายการที่ขาดไม่ได้แน่ๆ มีแค่สองอย่าง คือ เปิดบัญชีธนาคาร กับ เช่าจักรยาน ที่เหลือไม่ว่าจะเป็นตู้ เตียง เบาะนอน ผ้าห่ม หรือข้าวของเครื่องใช้อื่นๆ ค่อยจัดการทีหลัง (เพราะฉันง่าย นอนพื้นได้ เก็บผักเก็บหญ้าจับแมลงแถวบ้านกินได้ 55)

ที่ฟินแลนด์การทำธุรกรรมการเงินทุกอย่างแทบจะใช้ผ่านบัตรเครดิต/เดบิตทั้งหมด และบางกรณี เช่น จ่ายค่าเรียน ค่าที่พัก ที่สำคัญคือต้องเป็นบัตรของธนาคารที่ฟินแลนด์ด้วยนะ ไม่งั้นโดนหักค่าชาร์จหัวบานแน่

ด้วยประการทั้งปวง การไปธนาคารจึงสำคัญที่สุด ฉันเดินเข้าเมืองประมาณ 4.5 กิโลเมตร วนๆ สักพัก เจอธนาคารที่ว่า ธนาคารเล็กมาก ป้ายเล็กมาก ไม่ได้ตั้งตระหง่านเด่นมาแต่ไกล สีเหลือง สีเขียว สีม่วงเหมือนที่เมืองไทย

จุดประสงค์ที่ไปธนาคารคราวนี้ เพื่อ “จอง” วันเวลาเปิดบัญชีเท่านั้นนะคะ ไม่ได้เพื่อเปิดบัญชีเล้ย ทุกอย่างที่นี่เป็นระบบ เคร่งครัด ไม่ได้มาถึงปุ๊ป อยากปิดบัญชีก็เปิด

แต่พนักงานหนุ่มหล่อผมทองเกริ่นขึ้นกับฉันว่า “ผมต้องพูดประโยคนี้ … เป็นครั้งที่สิบของวันแล้ว”

พูดซะฉันใจหาย คือ ฉันผิดอะไรรึป่าว ฉันตกใจ

“เต็มครับ เต็มเป็นเดือนเลย” เขาพูด “นักเรียนใหม่ของมหาวิทยาลัยให้รอวันปฐมนิเทศน์ ทางมหาวิทยาลัยและผู้เกี่ยวข้องจะช่วยประสานงานให้ครับ”

คุยกันไปสักพัก ลงเอยด้วยว่า แม้จะจองวันเสร็จ เปิดบัญชีธนาคารเรียบร้อย ก็ไม่สามารถเปิด “Internet Banking” หรือการทำธุรกรรมผ่านทางอินเตอร์เน็ต (การทำธุรกรรมออนไลน์) ได้ นั่นหมายความว่าฉันจะไม่สามารถจ่ายค่าที่พักและค่าลงทะเบียนทำกิจกรรมที่มหาวิทยาลัยโดยไม่โดนชาร์จได้เลย

ใช้บัตรจากไทย ต้องโดนชาร์จกันอีกระลอกใหญ่ แล้วอัตราแลกเปลี่ยนธนาคาร ณ ตอนนี้ยิ่งสูงอยู่ด้วยสิ (ณ เวลาที่เขียนประมาณ 42 บาท)

เสียตังค์เพิ่มโดยใช่เหตุอีกแล้วสินะ

“แต่มันต้องมีทางออกสิ” ฉันคิด (แต่คิดไม่ออก) เลยได่แต่กล่าวขอบคุณ แล้วเดิมดุ่มๆ ท่ามกลางสายฝนอีกประมาณครึ่งชั่วโมงมองหาร้านเช่าจักรยาน

ภารกิจที่สอง

ไปถึงร้านปรากฏว่าจักรยานให้เช่าเหลืออีกแค่ 2 คันเอง คุณภาพอย่าให้พูดถึง สนิมเกาะ เบาะพัง เบรคมือไม่มี ไม่เพียงเท่านั้นนะ คันใหญ่มาก คือ ฉั น เ ตี้ ย ไ ง ขึ้นคร่อมทีให้ปั่นเลี้ยวซ้ายขวาบนถนนลื่นๆ จากน้ำแข็งและหิมะ คงได้ล้มหัวฟาดพื้นกันพอดี

ขณะยืนจ้องจักรยานครุ่นคิดว่าทำยังไงต่อดี ก็เจอหนุ่มบราซิลคนหนึ่งยืนอยู่ในร้านจักรยาน ฉันทักเขา แนะนำตัว เขาบอกว่าชื่อราฟาเอล ราฟาเอลบอกว่าให้เลือกจักรยานที่ล้อใหญ่ๆ กันลื่นได้ จะได้ไม่ล้ม

แต่ทำไงได้ล่ะ ไม่มีตัวเลือกให้ฉันแล้ว

ไม่ได้อะไรอีกตามเคย
ชีวิตฉันช่างน่าเศร้าเสียจริงๆ

ไปห้างแล้วกันเนาะ ซื้อใหม่ก็ได้ …

พอไปถึงนะ ก็ได้อึ้งกับราคาจักรยานที่สูงปรี๊ด จักรยานธรรมดา ราคาตั้งหมื่นกว่าบาทแน่ะ นี่ยังไม่รวมค่าหมวก ค่าล็อค ค่าตะกร้า ค่าไฟจักรยานนะ ถอนใจ ฉันอยู่ที่นี่หกเดือนกว่าเอง

ปิ๊ง … เอางี้ เหมือนมีไฟฉายส่องขึ้นมาจากหัว

ฉันมีขาอันใหญ่ล้ำและบึกบึนนี่

พ่อแม่ให้ขาฉันมาสองข้าง ขอใช้ให้เป็นประโยชน์ยิ่งไปพลางๆ ก่อนแล้วกัน ว่าแล้วก็เดินตา-กลมตาก-ลมตากฝนกอีก 5 กิโลเมตรกว่าๆ แบกนม กล้วย สตรอเบอร์รี่ เสื่อโยคะ (ใช้แทนเตียง) กับผ้าห่มนุ่มหนาผืนใหญ่ผื่นหนึ่ง และของจิปาถะอีกมากมายกลับบ้าน

ฉันว่านะความไ่ม่ลงตัวหรือความสับสนงุนงงที่เกิดขึ้นเป็นความท้าทายที่น่าตื่นเต้นไม่น้อย มีคนเคยบอกฉันว่า ”พออะไรๆ เริ่มลงตัวก็จะสนุกเอง”

แต่ฉันว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับใจเราคิดทั้งนั้น ถ้าเรามัวแต่เคร่งเครียดกับสถานการณ์ตรงหน้า แล้วเผชิญรับมันแบบหวาดผวา ก็จะกลัวและไม่สนุก แต่ถ้าเราคิดว่ามันท้าทาย เป็นอะไรใหม่ที่น้าค้นหา น่าลอง เราอาจจะมีความสุขกับมันก็ได้

ที่เค้าว่าคิดบวกแล้วดี มันดีจริงๆ นะ 🙂

 

Filed Under: Finland

ว่างเปล่า

August 29, 2015 By KaiMook McWilla Malany Leave a Comment

 

ก่อนมาถึงที่นี่ฉันได้ติดต่อหาที่พักมานานเป็นระยะเวลาประมาณ 4-5 เดือนกว่าได้ ฉันเสิร์ชหาข้อมูลจากหลายแหล่ง ทั้งหอพักทั่วไป หอพักนักเรียนและ airbnb หวังหาที่พักที่ใกล้มหาวิทยาลัยที่สุด กะว่าพอถึงหน้าหนาวจะได้เดินกลับบ้านได้ทันที ไม่ต้องตากหิมะตากลม รอรถบัสหรือปั่นจักรยานบนถนนลื่นๆ ให้หนาวและเหงาหัวใจ

แต่หายังไงก็หาไม่ได้เลยค่ะ … เขาบอกว่าต้องจองล่วงหน้าเป็นปี

สุดท้ายลงเอยที่บ้านพักนักเรียนห่างจากมหาวิทยาลัยประมาณ 3 กิโลเมตร การเดินทางจากบ้านพักไปมหาวิทยาลัยหรือเข้าเมืองสามารถทำได้โดยการ

  • นั่งรถบัส (ต้องรอนานหน่อยและราคาสูง – รสบัสมาชั่วโมงละประมาณ 2 คัน)
  • ปั่นจักรยาน (ถนนลื่น อาจไม่ชินและล้มได้) หรือ
  • เดิน (ถูกแต่เหนื่อย หนาวและนาน)

ฉันก็ยอมนะคะ ตกลงเอาที่พักแห่งนี้ เพราะถ้าไม่เอาก็คงห่างจากเมืองไปอีกเรื่อยๆ เป็น 4, 5 หรือ 6 กิโลเมตร นี่ถือว่าใกล้สุดแล้วล่ะ

พอตัดสินใจได้แล้วก็คิดว่า แหม 3 กิโลเมตรเอง คงไม่เป็นปัญหาหรอกมั้ง เดิน 30 นาทีก็ถึงแล้ว แต่มันไม่เป็นแบบนั้นเลยสิคะ ฉันเดินเป็นชั่วโมง เพราะระหว่างทางรายล้อมไปด้วยต้นไม้สูง ตึกอิฐเตี้ยสีน้ำตาลเหมือนกันไปหมดยังไงยังงั้น รถรางหรือตึกสูงเป็นสัญลักษณ์ให้จำอะไรน่ะหรอ แทบไม่มีเลย

มึน
หลงทาง

ด้วยความที่มาถึงวันแรกตอนค่ำด้วย ร้านค้าปิดหมดแล้ว ร้านโทรศัพท์ซื้อซิมที่ไหนก็ไม่มี ไม่มีเน็ต ไม่มีแผนที่ มีแต่ใจเปลี่ยวๆ กับขาล้าเดินลากดิน … เดินวนไปวนมาจากบ้านพักเข้าไปในเมือง จากเมืองย้อนกลับมาที่บ้านพัก รวมระยะทางประมาณ 12 กิโลเมตร

แต่ด้วยความไม่รู้ทิศทางและลักษณะบ้านเมืองที่เหมือนกันหมดประกอบกับต้นไม้สูงรอบข้าง ฉันก็ดูโง่และเอ๋อกว่าเก่า เพราะฉันหาบ้านตัวเองไม่เจอ

มันเหมือนกันหมดเลย

ขนาดว่าฉันถ่ายรูปที่พักตัวเองไว้แล้วนะ กะว่าจะไว้ใช้เปิดดูกรณีหาบ้านไม่เจอ แต่รูปถ่ายอันล้ำค่าในโทรศัพท์กลับไม่ช่วยอะไรฉันเลยสักนิด

แล้วทำไมไม่ถามคนแถวนั้นให้ช่วยหาบ้านพักล่ะ … ก็มันไม่มีใครให้ถามนี่นา ไม่มีใครผ่านมาเลย ฉันเลยกลายเป็นหญิงสาวตัวเล็กๆ บอบบางเดินอยู่กลางป่านอกเมืองอยู่อย่างเหงาๆ คนเดียว นึกๆ แล้วก็มองหากบ ถ้าเห็นแล้วจะกระโดดใส่ จูบสักฟอดสองฟอดใหญ่ๆ เผื่อจะกลายเป็นเจ้าชายเหมือนในการ์ตูนดิสนีย์ขี่ม้าขาวมาช่วย

เดินวนอีกสัก 10 นาที ฮู้เล่! เจอบ้านแล้ว เข้าไปถึงจะอาบน้ำแล้วกระโดดขึ้นเตียงนุ่มๆ นอนพักผ่อนให้หายเหนื่อย

แต่ในความเป็นจริงมันไม่ใช่แบบนั้นเลย ที่พักที่ฉันได้จองไว้คือห้องเปล่า ไม่มีเฟอร์นิเจอร์ใดๆ ทั้งสิ้น ไม่มีเตียง ไม่มีเบาะ ไม่มีหมอนหรือผ้าห่ม ไม่มีผ้าม่าน ไม่มีอะไรเลยนอกจากตู้เสื้อผ้า หรือจะเข้าไปนอนในนั้นดี

ว่างเปล่า

ดึกแล้ว ร้านค้าปิดหมด ฉันลงเอยด้วยการนอนพื้นเปลือยๆ ตื่นมากลางดึกเพราะหนาวมากมว๊าก อุณหภูมิข้างนอก 6 องศา ฮีตเตอร์ไม่ทำงาน เสียหรือยังไงไม่รู้ วันรุ่งขึ้นฉันเลยรีบส่งเมลล์ไปถามบริษัทที่ดูแลที่พัก เขาตอบว่า “ตอนนี้เขาปิดฮีตเตอร์ทั้งหมดทั่วตึก เพราะอากาศดี ไม่จำเป็นต้องใช้”

ค่ะ อากาศดี๊ดี … แต่ฉันหนาว

ปิดท้ายคืนนั้นด้วยการใส่เสื้อกล้ามสองตัว ตามด้วยฮีทเทค (เทคโนโลยีทันสมัยจากญี่ปุ่นที่ใครๆ ว่าดี๊แสนดี) แขนยาวอีกสองตัว ซ้อนด้วยเสื้อไหมพรมหนึ่งตัว และเสื้อกันหนาวโคลัมเบียทับอีกตัวหนึ่ง สวมถุงมือและถุงเท้าหนาอีกอย่างละคู่

ไม่อุ่นให้รู้กันไป

ทำไงได้ล่ะคะ เตียงไม่มี ผ้าห่มไม่มี พื้นก็เย็น อากาศข้างนอกหนาวก็หนาวอีก ปรับตัวและยิ้มรับประสบการณ์ท้าทายนี้ไปพลางๆ พลันนอนคิดว่าพรุ่งนี้จะเริ่มภารกิจไหนก่อนดี

 

Filed Under: Finland

มาหาแม่หรอ

August 29, 2015 By KaiMook McWilla Malany Leave a Comment

 

“มาฟินแลนด์มาหาแม่หรอ” น้าสาวคนหนึ่งถามพอรู้ว่าฉันจะต่อเครื่องไปเมืองโยเอินซู

“มาเรียนค่ะ” ฉันตอบ (พลางคิดขำๆ ว่า “อ่อ เขาไม่ได้ด่าฉันนะ”)

ขณะที่ฉันกำลังแปลกใจว่า ทำไมต้องแม่ ทำไมถึงถามว่ามาหาแม่หรอ ฉันก็เหลือบไปเห็นชายร่างสูงผอม ผิวสีแทน วัยประมาณ 20 ต้นๆ เดินมาข้างๆ น้าสาวคนนั้น น้าสาวพูดขึ้นว่า “นี่ลูกน้าเอง กำลังพาไปสวีเดน” ครานั้นฉันก็ถึงบางอ้อว่า น้าสาวคงเชื่อมโยงสถานการณ์น้าและลูก กับสถานการณ์ของฉันและแม่กระมัง

พูดคุยกันสักพัก สรุปความได้ว่าน้าสาวอยู่ที่สวีเดนมา 3 ปี แล้ว น้าบอกว่าไม่ชอบสวีเดนเลย หนาว และเหงา ชอบเมืองไทยมากกว่า พร้อมกับสีหน้าที่อ่านได้ว่า “ถ้าเป็นไปได้ คงอยู่เมืองไทย” ได้ยินถึงตรงนี้ ฉันก็เริ่มใจตกแล้วสิ ก่อนมาก็คิดนะว่ามาเอาประสบการณ์แปลกใหม่ ฟินแลนด์การศึกษาดีติดอันดับหนึ่งของโลก สงบ ปลอดภัย อาชญากรรมต่ำมากถึงมากที่สุด แต่การไปอยู่เมืองหนาวติดลบถึง 35 หรือ 50 องศาที่ไร้แสงสว่าง ไม่มีดวงอาทิตย์ขึ้นเป็นระยะเวลาเดือนสองเดือน อาศัยท่ามกลางความมืดมิดนานไร้แสงสุริยันตร์ขนาดนั้น ฉันอาจจะเป็นโรคซึมเศร้าเหมือนที่ใครๆ เขาเตือนฉันมาก็ได้

“แต่คนไทยเยอะนะ ไม่ต้องห่วง” น้าสาวเสริม สงสัยเห็นสีหน้าแววตาที่กำลังไม่สู้ดีของฉันเป็นแน่ ฉันยิ้ม กล่าวขอบคุณ แล้วแยกจากกันไป

ฉันเคยคิดนะว่าฉันอยู่ได้แม้จะไม่มีคนไทย ฉันเชื่อเสมอว่าทุกคนที่เรารู้จักล้วนแต่เคยเป็นคนแปลกหน้าด้วยกันทั้งนั้น เราต้องผูกมิตร พูดคุย สานสัมพันธ์ เพื่อให้มิตรภาพนั้นมั่นคงและยาวนานต่อไป

แต่ฉันว่าฉันคิดผิดอยู่บ้าง ไม่มีคนไทย อาจจิงอยู่ที่ฉันอยู่ได้ แต่ฉันไม่รู้สึกอุ่นใจเสียทีเดียว การมีคนไทยอยู่ในบริเวณใกล้เคียง แค่เพียงรู้ว่าเป็นคนไทยด้วยกันก็สร้างความอบอุ่น ความปลอดภัยให้ฉันและคนไทยคนอื่นที่ย้ายถิ่นฐานไปอยู่แดนอื่นมานักต่อนักแล้ว แม้จะไม่สนิทกัน จะไม่ได้คุยกันทุกวันตลอดเวลา แต่คนไทยช่วยเหลือกันเสมอ

เมื่อหลายปีที่แล้วฉันไปเรียนต่อมัธยมปลายที่เมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งในมลรัฐอิลลินอยส์ (Illinois) สหรัฐอเมริกา เมืองที่มีประชากรแค่ 800 กว่าคน (ข้อมูลเมื่อปี 2013) คนไทยน่ะหรอ … ไม่ได้เจอหรอกค่ะ อย่าว่าแต่คนเอเชียเลย ฉันแทบจะเป็นเด็กหัวดำผิวเหลืองคนเดียวทั้งโรงเรียน

เรียนที่นั่นสักพัก ก็เจอป้าคนไทยคนหนึ่งอาศัยห่างจากเมืองฉันอยู่ประมาณ 3 ชั่วโมง (รถ) ป้าช่วยเหลือฉันหลายอย่าง ใจดี และให้คำแนะนำต่างๆ นานา ป้าขับรถทางไกลมารับฉันไปทานอาหาร พาฉันไปนอนพักที่บ้านป้า เที่ยวเล่นซื้อของ เหมือนกับฉันเป็นคนในครอบครัวแท้ๆ ของป้า จนปัจจุบันผ่านมาเกือบ 10 ปีแล้ว ฉันกับป้ายังติดต่อกันอยู่เลย

จริงอย่างที่เขาว่า

“คนไทยไม่ทิ้งกันจริงๆ”

ขอบคุณป้ามากนะคะ ป้าสิรินา

อยู่ที่นี่ไม่รู้จะเป็นอย่างไร จะมีไทยหรือไม่ ฉันก็คิดบวกและเชื่อว่ายังไงฉันก็อยู่ได้
 

Filed Under: Finland

ยิ่งดึกยิ่งสูง

August 28, 2015 By KaiMook McWilla Malany Leave a Comment

 

ค่าแท็กซี่ที่นี่ไม่ได้เหมือนที่เมืองไทยนะคะ ฉันค้นพบก็เมื่อได้งงเป็นไก่ตาแตกกับค่าโดยสารที่แทบจะไม่ใกล้เคียงกันเลยแต่ละครั้งที่ขึ้นแท็กซี่ พลันนึกสงสัยว่าหรือมิเตอร์ของพี่แท็กซี่ที่นี่ไม่ได้มาตรฐานเหมือนที่ไทยนะ

แต่พอได้ถามคนแถวนี้ประกอบกับหาข้อมูลเพิ่มเติมก็พบว่า อ่อ … เค้ามีเหตุผลและหลักการค่ะ

ราคาแท็กซี่ที่ไทยคงที่ เริ่มจากอัตราค่าโดยสารแรกเริ่มกับเวลาและระยะทางที่เดินทาง แต่ที่ฟินแลนด์ไม่ว่าจะเมืองไหนก็ตามราคาจะปรับเปลี่ยนไปตามวัน เวลา จำนวนผู้โดยสาร และระยะทางที่ขับ

เริ่มจากวัน เวลา ค่าโดยสารขั้นต่ำอยู่ที่ 5.9 ยูโร แต่ราคานี้สำหรับวันจันทร์ถึงศุกร์ เวลา 6 โมงเช้าถึง 2 ทุ่ม กับวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 6 โมงเช้าถึง 4 โมงเย็นเท่านั้น เวลาอื่นๆ เริ่มต้นที่ 9 ยูโร

สำหรับจำนวนผู้โดยสาร ที่ราคาปรับเปลี่ยนตามจำนวนคน ฉันมองว่าแปลกดีแต่น่าสนใจ คนเยอะราคาก็สูง ในมุมมองผู้บริโภคที่ไม่คุ้นเคยกับระบบนี้ก็อาจไม่ชินสักหน่อย แต่ในมุมมองผู้ผลิตก็น่าดีใจอยู่ไม่น้อย เขารับคนเยอะ ขับลำบากขึ้น เขาก็อยากมีรายได้เสริมขึ้นสักหน่อย แต่ถ้าเอาระบบนี้ไปใช้ที่ไทย คนคงเปลี่ยนไปนั่ง uber หรือ grab taxi แน่ๆ ก็ที่ไทยเราบางทีอัดกันเกินที่กฎหมายกำหนดเสียอีก

ที่นี่นั่งได้เกิน 6 คน (รถเขามีหลายแบบ) ราคาค่าโดยสารแบ่งเป็น 4 กรณี คือ 1-2 คน 3-4 คน 5-6 คน และ 6 คนขึ้นไป โดยราคาอยู่ที่ 1.55 ยูโร 1.87 ยูโร 2.02 ยูโร และ 2.18 ยูโร ตามลำดับ ดูง่ายๆ ตามตารางข้างล่าง

ยังไม่เพียงเท่านี้นะคะ ยังมีค่ารอและค่าบริการอื่นๆ อีกที่เพิ่มเข้ามา เช่น ค่ารอ กรณีรถติดหรือให้คุณคนขับรอเราขณะทำธุระ ราคาอยู่ที่ 44.6 ยูโร/ชั่วโมง อย่างที่เขาว่าแหละนะ เวลาทุกนาทีมีค่า ทุกอย่างเป็นเงินเป็นทองจริงๆ ส่วนค่าจองแท็กซี่ล่วงหน้าก็แค่ 7.10 ยูโรเอง จิ๊บๆ ค่ะ ว่าไปฉันก็ปาดเหงื่อ

ฉันทำตารางค่าบริการให้ หวังว่าจะดูง่ายๆ หากได้มาฟินแลนด์ จะเมืองหลวงหรือเมืองไหนก็ราคาเปลี่ยนแปลงแบบนี้

เรื่องความปลอดภัยไม่ต้องห่วงเลย เจ้าหน้าที่พนักงานแท็กซี่ใส่ชุดเครื่องแบบสีฟ้า แต่งตัวสุภาพ สะอาดสอ้าน และที่สำคัญพูดภาษาอังกฤษได้ค่อนข้างดี แต่หากไม่มั่นใจก็เขียนที่อยู่ไว้ในกระดาษแล้วยื่นให้พี่คนขับก็ดีเหมือนกันนะคะ บางทีเค้าอาจฟังสำเนียงภาษาอังกฤษแบบไทยๆ เราพูดชื่อถนนและสถานที่ที่เป็นภาษาฟินแลนด์ไม่ออกก็ได้

กรณีจ่ายตังค์ บัตรก็ได้ เงินสดก็ดีค่ะ ฉันจ่ายบัตรนะ รูดไปตามราคา งกทิป … จริงๆ ฉันไม่รู้ว่าทิปต้องให้หรือเปล่า เพราะที่อเมริกาควรให้ทิป 10-15% แต่เพราะยังเป็นนักเรียนเงินเดือนก็ไม่มี

ต้องกราบขออภัยพี่แท็กซี่เบาๆ ยิ้มสยามตาปริบๆ ใส่แทนแล้วกันค่ะ

 

TIPS

  • ระบบตัวเลขที่ยุโรป ใช้ตัวอักษรโรมันที่เราคุ้นเคยกันดี แต่ “จุด” ระหว่างทศนิยม ใช้ “คอมม่า” แทนนะคะ เช่น ราคาค่าแท็กซี่4 ยูโร จะเขียนเป็น 16,4 ยูโร ตัวเลขอื่นก็เช่นกัน ไม่ว่าจะราคาอาหาร ราคาสินค้าต่างๆ ที่ยุโรปใช้ “,” เสมอค่ะ
  • ข้อมูลค่าโดยสารข้างต้นอาจมีการเปลี่ยนแปลง ตรวจสอบได้ที่ http://www.taksivaasa.fi/en/fares/ สังเกตว่าทางขวามือจะมีช่องให้ประเมินราคาก่อน ใส่จำนวนผู้โดยสาร วันเวลาที่เดินทาง ระยะเวลา และเวลารอได้เลย
  • เขียนที่อยู่ปลายทางไว้ในกระดาษยื่นให้พี่คนขับ กันเหนียว จะได้ไปถูกที่หมายค่ะ
  • ต้องโทรจองแท็กซี่ล่วงหน้าก่อนเป็นเวลา 30 นาที เสมอ

 

Filed Under: Finland

ตกอยู่ในความสงบ

August 28, 2015 By KaiMook McWilla Malany Leave a Comment

 

ได้ยินบ่อยครั้งว่าแถบสแกนดิเนเวียเงียบเหงา เพื่อนชาวนอเวย์บอกว่าหากเทียบไทยกับนอเวย์ หรือเมืองหลวงออสโล (Oslo) กับกรุงเทพฯ ความวุ่นวายใดก็คงไม่เท่ากรุงสยาม หรือหากจะเทียบพัทยา เชียงใหม่ ภูเก็ต กับกรุงสตอกโฮล์ม (Stockholm) เมืองหลวงของสวีเดน ก็ไม่มีที่ไหนเทียบไทยได้เลย

ฉันไม่เชื่อแบบนั้นนะ

จนได้มาอยู่ที่โยเอินซู (Joensuu) เมืองอันหนาวเหน็บทางตะวันออกของฟินแลนด์​ … เงียบเหงาและเบาบางเหลือเกิน

อยู่ที่นี่ได้สองวันแล้ว วันแรกที่มาถึงตื่นตระหนกสุดๆ กับการต่อเครื่องที่กรุงเฮลซิงกิ (Helsinki) เมืองหลวงของฟินแลนด์ ฉันมีเวลาต่อเครื่องเพียง 1 ขั่วโมงเท่านั้นเพื่อมาที่เมืองโยเอินซู ปกติเวลาบินควรจะมีเวลาสัก 1.30-2 ชั่วโมงในการต่อเครื่องเพื่อความอุ่นใจ จะได้ไม่ตกเครื่อง แต่เท่าที่หาข้อมูลมา แหล่งต่างๆ บอกว่าสนามบินเฮลซิงกิเล็ก คนน้อย แม้จะเป็นสนามบินในเมืองหลวงก็ตาม

ฉันก็ยอมเชื่อนะ … เป็นคนใจง่าย

ใจจริงก็ไม่อยากไปถึงไฟล์ทค่ำด้วย ไหนจะเหนื่อย เดินทางลำบาก หารถยาก ไหนจะค่าโดยสารแพงอีก (ราคารถที่นี่เปลี่ยนแปลงตามวันเวลา ไว้จะเล่าให้ฟัง)

กว่าจะลงเครื่อง เวลาหนึ่งชั่วโมงที่มีก็หดไปแล้ว 20 นาที พอเดินไปถึงตรวจคนเข้าเมือง คิวก็ยาวยังกะอะไร ต่อคิวไปสักพักมีคุณป้าหัวทองร่างสูงคนหนึ่ง อุ้มลูกน้อยเดินมากับสามี หน้าตากระต่ายตื่นตูมมาก (ขอย้ำว่ามาก) หัวเนี้ยกระเซิง ผมเผ้าหลุดลุ่ย เธอขอแซงคิวค่ะ โดยให้เหตุผลว่า “เวลานี้เธอต้องเข้าเกทแล้ว ถึงเวลาบอร์ดดิ้ง ไม่อยากตกเครื่อง”

คนที่ต่อคิวคนอื่นๆ มองหน้ากันผลุบผลับ คิดว่าให้แซงไหม…

ไม่มีทาง!

ทุกคนส่ายหัว

จะว่าผู้โดยสารคนอื่นใจดำก็ไม่ได้นะ ทุกคนรีบหมด ฉันยังรีบเลย เวลาบอร์ดดิ้งของฉันก็เลยไปได้ 10 นาทีแล้ว อีก 25 นาทีเครื่องก็ออก แต่ฉันก็ยืนยิ่มร่าอยู่ตรงตรวจคนเข้าเมืองอยู่ ก็อีก 4 คิวจะถึงตาฉันแล้ว ยิ้มสู้เข้าไว้ 😀

กลับไปที่คุณหัวทองคนนั้น เธอยังไม่ยอมง่ายๆ นะ คราวนี้เดินอุ้มลูกมาคิวที่ฉันต่ออยู่ ขอแซงคู่สามีภรรยาข้างหน้าฉัน แล้วบรรยากาศคลุมเครือก็เริ่มขึ้น

ทั้งคู่เถียงกัน ต่างฝ่ายบอกว่าตนก็รีบไม่ต่างกัน แล้วเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองก็ชักสีหน้า ตะโกนออกมา ส่ายหัว แล้วพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึมว่า “ทุกคนในนี้รีบหมด พวกเขาต่อคิวกันเป็น” แต่ยังไงก็ไม่รู้ เธอหัวเสียมาก เจ้าหน้าที่เลยเรียกให้เธอเดินเข้าไปหา แล้วก็คุยอะไรกันก็ไม่รู้ ฉันไม่ได้ยิน แล้วก็ลับหายไป

ผ่านไป 10 นาที ตรวจคนเข้าเมืองเสร็จ ฉันรีบพุ่งไปที่เกท แต่ทว่า

ปวดฉี่ …

ทำไงดีล่ะ อีก 15 นาทีเครื่องออกแล้ว จะตกเครื่องไหมนะ แต่ปวดมาก กลั้นมานาน เอาก็เอา เข้าห้องน้ำก็ได้ เดินเข้าไปรีบปลดปล่อยให้สายน้ำไหลอย่างช้าๆ รูดซิบ

โล่ง

พอไปถึง ที่เกทเขียนว่า “Joensuu: Final Call” ฉันรีบตรงเข้าไป ยื่นพาสปอร์ต เดินเข้าเกทไปยังรถที่มารอรับขึ้นเครื่อง ก้าวขึ้นรถปุ๊บ ประตูปิดปั๊บ คนสุดท้ายพอดี

ต้องกราบงามๆ ขอบคุณเจ้าหน้าที่ที่รอค่ะ

ที่เขาว่าเมืองที่นี่สงบ ก็จริงตามนั้น สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น ถนนร้าง ต้นไม้สีเขียวชอุ่มข้างทาง เดินไปไหนมาไหนเหมือนอยู่ตัวคนเดียว เดินห้างก็นับหัวคนเหล่าช็อปเปอร์ได้ มีกันสามสี่คน รวมพนักงานเป็นห้า ทั้งเมืองมีประชากรทั้งหมดประมาณ 75,000 คน กับพื้นที่กว่า 2,800 ตารางกิโลเมตร โดยเฉลี่ยก็ 32 ตารางกิโลเมตรต่อคน … ปลูกบ้าน สร้างพระราชวัง มีสวนน้ำหลังบ้านได้เลยทีเดียว

ถ้าฉันตกเครื่องจริง ฉันคงไม่ร้อนรนอะไร เพราะฉันได้ “ตก” อยู่ในความสงบที่ดินแดนแห่งความฟิน ณ ฟินแลนด์เรียบร้อยแล้ว

 

 

Filed Under: Finland

  • « Previous Page
  • 1
  • …
  • 5
  • 6
  • 7

KAIMOOK MALANY

ฉันโตมากับการไม่อยู่เป็นหลักแหล่ง ฉันสู้ ดิ้นรน ปรับตัว เป็นฉันในวันนี้ ที่ยิ้มเก่ง ช่างพูด กล้าถาม ชื่นชอบการพบปะผู้คน รักการเรียนรู้ หลงรักการผจญภัย และอยู่อย่างสันโดษได้ นอกจากจะเพราะครอบครัวที่รักและคอยให้การสนับสนุนฉันแล้ว ส่วนหนึ่งยังเป็นเพราะตัวฉันที่ไม่ชอบอยู่นิ่ง (wander) สิ่งที่ฉันได้เจอ ศึกษาค้นคว้าและเรียนรู้เป็นความน่าหลงใหล (wonderful) ที่ฉันอยากจะแลกเปลี่ยนแบ่งปัน ทุกอย่างที่เขียนขึ้นกลั่นออกมาจากใจฉันเองค่ะ (minds)

Join the Social Conversation

  • Facebook
  • Instagram
  • Pinterest

Copyright © 2015-2019 · Squiddy Productions · This site powered on interstellar cognitions · Privacy