wanderfulminds

When you wonder, your mind wanders, and you realize how wonderful everything is

  • Home
  • Stories & Guides
  • Facts & Tips
  • Brains & Minds
  • Languages
  • Education
  • Hire me!
  • Contact
You are here: Home / Archives for KaiMook McWilla Malany

“อยากจำกลับลืม อยากลืมกลับจำ”

November 15, 2015 By KaiMook McWilla Malany 1 Comment

ข้อแถลงไข “อยากจำกลับลืม อยากลืมกลับจำ” กับกลไกการทำงานของสมอง 

 

Observer: Association for Psychological Science

 

หลายคนมีปัญหาท่องศัพท์ ท่องยังไงก็จำไม่ได้ บางที ท่องแล้วจำได้ อีกสองนาที ห้านาที ก็ลืม หรือ บางทีคิดว่าจำได้แน่นอน ตื่นขึ้นมาก็ลืม จำไม่ได้อีกละ?!!!?!

“ทำไมนะ สมองเราเป็นอะไร ทำไมมันต้วมเตี้ยมจำอะไรช้าเหลือเกิน เรื่องที่ไม่อยากจำนี่กลับจำได้จำดี” คุณอาจสงสัย

คุณไม่ได้โง่นะคะ

แต่คำตอบของมันอยู่ที่ ระบบกลไกความจำสมอง ต่างหาก

หากแบ่งความจำออก ตามระยะเวลาที่ความจำนั้นๆ คงอยู่กับเรา สามารถแบ่งออกได้ 3 แบบ คือ

  1. ความจำชั่วขณะ (immediate memory)
  2. ความจำระยะสั้น (short term memory) 
  3. ความจำระยะยาว (long term memory)

ความจำชนิดแรก คงอยู่กับเราเพียงเศษเสี้ยววินาที เป็นเพียงการรับรู้ผ่านๆ เท่านั้น น้อยมากจนฉันคิดว่า อย่าจำแนกมันเป็นความจำเลย ลักษณะของความจำชนิดนี้ คือ การมองเห็น ได้ยิน สัมผัส  เช่น ภาพที่เราเห็นอยู่ตรงหน้า อาจจะตอนข้ามถนน ขับรถสวนกับคันอื่น หรือ เดินผ่านใครสักคน จะสังเกตุได้ว่าส่วนใหญ่เราจำไม่ได้หรอกค่ะ ว่ารถที่เพิ่งผ่านไปรุ่นไหน ยี่ห้ออะไร มีอะไรอยู่ตรงหน้าเราหรือเปล่า หรือคนที่เพิ่งผ่านหน้าเราไปใส่เสื้อสีอะไร นั่นเป็นเพราะเราไม่ได้ให้ความสำคัญกับมัน

แบบที่สอง คงอยู่เป็นเวลาประมาณครึ่งนาทีได้ ในความเป็นจริงแล้ว ความจำชนิดนี้ก็ยังถือว่าสั้นอยู่ดี มันพอช่วยให้เราจำได้เพียงชั่วประเดี๋ยว เช่น จำหมายเลขโทรศัพท์ ที่เพิ่งมีคนบอกเรามา (โดยปกติสมองส่วนที่ควบคุมความจำระยะสั้นเอื้อให้เราจำตัวเลขได้ประมาณ 7 หลัก ไม่งั้น มีมึน! ด้วยเหตุนี้ เลขโทรศัพท์ส่วนใหญ่ จึงมีแค่ 7 หลัก ยังไงล่ะคะ แบ่งออกเป็น 3-4 หรือ xxx-xxxx เพื่อ เอื้อต่อการประมวลผล ในสมอง หากเลขมีมากกว่า 7 อาจแบ่งเป็น 3-3-4 หรือ xxx-xxx-xxxx เหมือนเลขโทรศัพท์ กับ หมายเลขประเทศ)

และ แบบสุดท้าย คงอยู่ได้นานเป็นเดือนเป็นปี เช่น เรื่องราวต่างๆ ที่เราจำได้ดีและสามารถดึงกลับมาเล่ามาคิดได้ตลอดเวลา เพราะมัน ฝังลงไปในสมอง เรียบร้อยเป็นความจำระยะยาวแล้วแล้ว

คีเวิร์ดตรงนี้ คือ ฝัง ค่ะ

คำถามต่อมาคือ จะทำให้ ความจำเหล่านี้ ฝังลึกลงไป เป็นความจำระยะยาว ได้อย่างไร

อันนี้ เราต้องทำความเข้าใจก่อนค่ะว่าสมองมนุษย์เก็บความจำแต่ละแบบในส่วนที่ต่างกัน การทำงานของสมองและการสร้างความจำเลยต่างกันออกไปด้วย นั่นคือ … (ขออธิบายแบบพื้นฐานเอาง่ายๆ เลยนะ)

ความจำแบบแรกกับแบบระยะสั้น จะถูกจัดเก็บใน คอร์เท็กซ์ ขณะที่แบบสุดท้าย หรือความจำระยะยาว ถูกจัดเก็บที่ ฮิปโปแคมปัส (หากเคยอ่านบทความอื่นๆ ในส่วน Brains&Minds ของฉัน คงคุ้นเคยดีนะคะว่าฮิปโปแคมปัสมีความสัมพันธ์กับความจำโดยตรง)

กระบวนการ ของความจำ และสมองมีหลักการง่ายๆ คร่าวๆ คือเมื่อเรื่องราวต่างๆ ผ่านเข้ามา มันจะเข้าไปอยู่ที่คอร์เท็กซ์ จากนั้นก็ค่อยๆ ถูกลำเลียงไปที่ฮิปโปแคมปัส ซึ่งมีโปรตีนที่คอยช่วยให้เซลล์ประสาทประสานงานร่วมกันเพื่อสร้างความทรงจำ แต่ความจำนั้นจะไม่ถูกจัดเก็บหาก

  • 1) ไม่กล้าแกร่งหรือมีอิทธิพลมากพอ หรือ
  • 2) ไม่ได้นำมาใช้บ่อยๆ

(ด้วยเหตุนี้เอง ความจำพวกเหตุการณ์สะเทือนใจต่างๆ ที่เราอยากลืมเราจึงลืมมันไม่ได้ พออยากลืมก็เสมือนเราย้อนกลับไปคิดถึงมัน ดึงมันออกมาใช้เป็นการย้อนคิด กลายเป็นว่าเรากำลังทบทวนเหตุการณ์นั้นๆ เพราะความจำนั้นๆ มัน “กล้าแกร่ง” ยังไงล่ะค่ะ

ดังนั้นจะไปว่าคนที่กำลังโศกเศร้า ไม่ให้คิดเรื่องนู่นนั่นนี่มาก ก็คงไม่ได้ เพราะ เขาและเธอ มัวแต่ย้อนคิดเรื่องราวต่างๆ ยิ่งทำให้มันติดตรึงเข้าไปในระบบสมองกว่าเก่า สิ่งเดียวที่ทำได้คือหาอย่างอื่น กิจกรรมอื่นมาให้คิด ให้ทำแทน)

จากนั้นเมื่อความจำได้เข้าไปอยู่ในฮิปโปแคมปัสแล้ว

  • มันอาจจะกลับไปสู่คอร์เท็กซ์อีกครั้ง กลายเป็นคลังความจำถาวร หรือความจำระยะยาว หรือ
  • อาจจะหายไปเลย หากไม่มีการทบทวน หรือนำกลับมาใช้อีก

ด้วยกระบวนการดังกล่าว เวลาเรียนอะไรใหม่ๆ ไม่ว่าจะเรียนภาษา หรืออ่านตำราอะไรก็ดี อ่านครั้งแรกอาจรู้สึกผ่านๆ จำไม่ได้ อ่านครั้งต่อมา บางทีเราอาจรู้สึกว่าจำได้แล้ว แต่สักพักก็ลืม บางที อาจจำได้นานพอสมควร แต่ผ่านไปวันสองวันกลับลืมอีกครั้ง นั่นเป็นเพราะสมองของเรายังไม่ได้นำความจำนั้นไปจัดกลับที่แหล่งความจำถาวร

การเรียนภาษา อาจลืมในช่วงแรกๆ แต่หากท่องจำไปเรื่อยๆ อ่านบ่อยๆ ฝึกบ่อยๆ พอความจำคงที่ได้ผ่านการทบทวนแล้วมันจะฝังรากลึกอยู่ในคลังความจำระยะยาวในสมองเราเองค่ะ

จากนั้นแล้วไม่ว่าเราจะอยากลืมแค่ไหน เราก็จะไม่ลืมมัน ย้อนทวนนิดหน่อย มันจะกลายเป็นมิตรแท้ที่ตามอยู่คู่คุณไปทุกที่ ไม่ทิ้งให้คุณอยู่ตัวคนเดียวแน่นอน 🙂

 

คลิกที่นี่สำหรับบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ สมอง ภาษา และความคิด

 


*บทความนี้เขียนให้คุณป๊าป๊า ที่มักถามคำศัพท์เดิมฉันตลอด 555 

 

 

Filed Under: Brains & Minds Tagged With: กลไกสมอง

Study Plan / Statement of Purpose

October 30, 2015 By KaiMook McWilla Malany 3 Comments

 

ภาพจาก lodestarsolutions ดอทคอม

เวลาจะสมัครเรียนต่อที่ไหน จะขอทุนอะไร มหาวิทยาลัย และองค์กรที่ให้ทุนต่างๆ มักขอให้ผู้สมัคร เขียน Statement of Purpose หรือ Motivation Letter หรือ บางที ก็ให้เขียน Study Plan เพิ่มเติมแยกออกมาจากเอกสารอื่นๆ

บางครั้งก็ขอแค่ Study Plan / Statement of Purpose / Motivation Letter อย่างเดียว เพื่อ ใช้เป็นข้อมูลประกอบการคัดเลือก กับ ผลการเรียน ประวัติ หรือ เอกสารต่างๆ ที่เราแนบไป

ในมุมมองของฉันแล้ว ทั้งสามอย่าง ไม่ว่าจะ

  • Study Plan
  • Statement of Purpose หรือ
  • Motivation Letter

ล้วนคาบเกี่ยวกันหมดนะ แล้วแต่ว่าจะเรียกว่าอะไร อาจจะแตกต่างกันบ้างในบางมุมเล็กๆ ซึ่งฉันจะยังไม่ขอแตกรายละเอียด ณ ตรงนี้

แล้วเราควรเขียนอะไรดีล่ะ

เราต้องรู้ก่อนค่ะ ว่า คณะกรรมการ ปลายทางที่เราสมัครไป ต้องการอะไร จากเรากันแน่ ซึ่งก็จะแตกต่างกันไป ตามแต่ละมหาวิทยาลัย ตามสาขาวิชา และ ตามองค์กรที่เราสมัคร (เช่น สมัครเพื่อไปแลกเปลี่ยน สมัครทุนวิจัย สมัครทุนเรียนต่อ หรือ สมัครเพื่อไปทำอะไร)

โดยหลักแล้ว เค้าแค่อยาก “รู้จักเรา” ค่ะ แล้วโอกาสที่เราจะให้เค้ารู้จักเรามากขึ้น ก็โดยการเขียนบรรยายตัวตนของเรา ลงไปใน Study Plan / Statement of Purpose นี่แหละค่ะ 🙂

จริงๆ แล้ว ฉันว่า ไม่มีถูก ไม่มีผิด นะคะ ว่าจะเขียนอะไร แบบไหนยังไง เพราะมันคือ การแสดงความเป็นของตัวเองอย่างหนึ่ง ทำให้เค้ารู้ว่าเราเป็นใคร ทั้งนี้ทั้งนั้น หากให้ฉัน สรุปเป็นข้อๆ แล้ว จะได้รายละเอียดคร่าวๆ ข้างล่างนี้

เพื่อนๆ ลองตั้งคำถามเหล่านี้ดูนะคะ แล้วตอบกับตัวเองว่าสิ่งที่เราเขียน ตอบโจทย์ เหล่านี้หรือไม่

  1. เราเป็นใคร 
  2. มาจากไหน 
  3. อะไรทำให้เราแตกต่างจากผู้สมัครคนอื่น (มีผู้สมัครมากมาย เพราะอะไรเค้าถึงต้องเลือกเรา)
  4. เหตุใดเราถึงเลือกไปเรียนที่นี่ 
  5. มีการวางแผนในอนาคตไว้อย่างไร 
  6. จะเรียนอะไรบ้าง 
  7. จะทำอะไรกับที่เราเรียน 
  8. มีมหาวิทยาลัยมากมายที่เปิดการเรียนการสอนสาขานี้ ทำไมถึงเลือกที่นี่ (กรณีสมัครทุน ทำไมถึงเลือกทุนนี้)
  9. เลือกเรียนสาขานี้ เพราะอะไร 
  10. เคยเรียน หรือ มีประสบการณ์ใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับสาขานี้ มาก่อนหรือไม่
  11. มีรายวิชา หรือ หัวข้ออะไรบ้างในสาขานั้นๆ ที่เราสนใจเป็นพิเศษ เพราะอะไร
  12. งานวิจัยที่สนใจ
  13. หากขอทุนไปเรียนประเทศอื่นๆ ทำไมถึงเลือกประเทศนั้น
  14. สาขาที่สนใจนี้ เชื่อมโยงกับแผนการในอนาคต หรือ อาชีพการงานของเรา อย่างไรบ้าง

ข้อ 14 หากไม่เชื่อมโยงเลย คือ เราสมัครไปเรียน ต่างสาขา จากที่คุ้นเคย กรณีนี้เราต้องอธิบายให้ได้ว่าทำไมเราถึงเปลี่ยนสาย มีแรงบันดาลใจอะไร หรือ มีสิ่งใดที่มากระตุ้นเรากันแน่ ในกรณีนี้ฉันแนะนำว่าควร “แสดงให้สถาบันการศึกษาหรือองค์กรที่ให้ทุนนั้นๆ เห็นว่าเรา “มีความตั้งใจจริง” และ “มีค่า” พอสมควรที่จะได้รับเลือก”

หลักการเขียน

เขียนให้ ตรงประเด็น และ เข้าใจง่าย ด้วยนะคะ คณะกรรมการต้องอ่านเอกสารของหลายคน เค้าไม่มีเวลามานั่งแกะประเด็นที่เราเขียนอยู่แล้ว พยายามทำให้ดึงดูดมากที่สุด และเป็น “รูปธรรม” มากที่สุด เช่น ถ้าเราสมัครเรียนด้านประวัติศาสตร์ แล้วเขียนเพียงแค่ว่า “ฉันชอบเรียนประวัติศาสตร์มาก เพราะว่าประวัติศาสตร์น่าสนใจ” แบบนี้ยังไงๆ ก็ไม่ผ่านค่ะ 🙁

  • ผู้เขียนต้องตอบให้ได้ว่า “ทำไมถึงชอบเรียน” และ “ประวัติศาสตร์ (หรือสาขาวิชานั้นๆ) น่าสนใจอย่างไร” 

การแก้ไข คำตอบ ข้างต้น

  • แทนที่จะบอกว่า “ฉันชอบเรียนประวัติศาสตร์มาก” เราต้อง อธิบาย/ให้เหตุผล ว่า ชอบ เพราะอะไร และ
  • แทนที่จะบอกว่า “ประวัติศาสตร์น่าสนใจ”  เราต้อง อธิบาย/ให้เหตุผล ว่า ชอบ เพราะอะไร อย่างไร

ย้ำ: สิ่งที่เป็น นามธรรม ทั้งหลาย หรือสิ่งที่ จับต้องไม่ได้ เช่น คำว่า “ชอบ” หรือ “น่าสนใจ” จากตัวอย่างข้างต้น ผู้เขียน/ผู้สมัครอย่างเรา ต้องเอามาขยายความ อธิบายให้ชัดเจน ให้เป็น รูปธรรม ให้ได้ นะคะ เพราะผู้อ่าน/คณะกรรมการ เค้าไม่สามารถเข้าใจ หรือ อ่านใจเราได้ ว่าเราหมายความว่าอะไร

ท้ายที่สุด หากเป็นไปได้เราไม่ต้องชมมหาวิทยาลัยนั้นๆ ก็ได้นะคะ โดยส่วนตัว ฉันคิดว่าไม่สำคัญเท่าไร เพราะหากเราสนใจสมัครเรียนที่นั่นแล้ว นั่นหมายความว่า เราสนใจมหาวิทยาลัยนั้นอยู่แล้ว มหาวิทยาลัยนั้นดึงดูดเรา หรือพูดง่ายๆ ก็คือ “เพราะมหาวิทยาลัยดี เราจึงสมัคร” คณะกรรมการเค้ารู้อยู่แล้ว ผู้สมัครควรเอาปริมาณหน้ากระดาษที่มีไปเขียนบรรยายแนะนำตัวเราให้เค้า “รู้จักเรา” มากกว่าค่ะ

หากต้องการเขียนชม มหาวิทยาลัย หรือ สถาบัน นั้นจริงๆ เขียนได้ค่ะ แต่ไม่ควรเยอะมาก และสิ่งที่เราเขียน ก็ไม่ควรเป็นเรื่องทั่วไป ที่ใครๆ ก็รู้ นะคะ เช่น หากจะเขียนบอกว่า “เพราะมหาวิทยาลัยดี การแข่งขันสูง อยากเข้าเรียนให้ได้” แบบนี้ ไม่เขียนจะดีกว่าค่ะ

แล้วก็ อย่าเขียนเกินจำนวนคำ ที่เขากำหนด นะคะ

 

(อันนี้ฉันเขียนคร่าวๆ หากมีจุดไหนไม่เข้าใจถามมาได้เลยน้า แล้วจะกลับมาแก้ไข เพิ่มเติม ภายหลังให้ค่ะ)

 


  • รับแก้/ตรวจ/เขียนงาน คลิกที่นี่
  • อ่านบทความอื่นๆ ที่เกี่ยวกับการขอทุน/การเขียน/การศึกษา คลิกที่นี่

 

Filed Under: Education Tagged With: Motivation letter, SOP, Study Plan, การเขียน

สมอง ภาษา ที่มาที่ไป

October 26, 2015 By KaiMook McWilla Malany 2 Comments

เกริ่นนำ

 

ภาพนี้สำคัญมากนะคะ ในหลายบทความที่ฉันเขียนส่วนต่างๆ ของสมองจะโยงกลับมาที่นี่ (ภาพโดย Lou Carlozo)

 

ก่อนจะไปเริ่มอ่าน เรื่องลี้ลับของ สมองกับภาษา และความคิดมนุษย์ ขอบอกนิดนึงนะคะ ว่าเนื้อหาที่เขียนส่วนใหญ่ในนี้มีการอ้างอิงมาจาก หนังสือ และบทความทางวิชาการ ที่ล้วนแต่มีเนื้อหา ที่เป็นวิชาการเอามากๆๆๆ เลยล่ะค่ะ

แต่ฉันพยายามเขียน ให้เป็นวิชาการน้อยที่สุด และสอดแทรกความรู้ ที่สำคัญ และตรงประเด็นมากที่สุด คำศัพท์วิชาการอาจมีแทรกบ้าง เพราะฉันเชื่อว่ามันเป็น พื้นฐานที่จำเป็นจริงๆ ต่อความเข้าใจภาพรวม ของบทความนั้นๆ และจะเป็นประโยชน์ต่อหัวข้ออื่นๆ ถัดไป ที่ฉันจะเขียน เพราะแทบทุกบทความ ที่ฉันได้ร่างลงในเว็บนี้ มีความเชื่อมโยงกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง 🙂

 

(ภาพโดย Chudomir Tsankov)

 

แม้การค้นพบเรื่องราวน่าทึ่ง ของสมองเกิดขึ้นมากในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา  แต่สมอง ยังเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์ลี้ลับอยู่มาก นักวิทยาศาสตร์ นักจิตวิทยา นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านสมอง และแพทย์ยังคงต้องค้นคว้าและเรียนรู้เรื่องนี้กันต่อไป

ฉัน ก็เป็นหนึ่งในนั้น ที่ยังต้อง ศึกษา ค้นคว้า และ คอยหาความรู้เพิ่มเติม อีกมากมาย ตลอดเวลา

สำหรับผู้เชี่ยวชาญทั้งหลาย เนื้อหาบางอย่างที่ฉันเขียน อาจดูไม่ครอบคลุมหรือครบถ้วนนัก นั่นเป็นเพราะ

  • เป้าหมายของบทความทั้งหมดที่เขียนขึ้นมาคือต้องการให้ผู้อ่านทั่วไปเข้าใจภาพรวมของระบบการทำงานของสมอง
  • โดยหวังว่า จะเป็น แรงกระตุ้นให้ผู้อ่านทุกท่านได้มีความรู้เพิ่มเติม
  • และ มี แรงจูงใจ ที่จะศึกษา หาความรู้เพิ่มเติม เกี่ยวกับ อวัยวะสุดแสนจะวิเศษนี้ของมนุษย์
  • ในขณะเดียวกัน ในยุคแห่งโลกที่ไร้ขอบเขตนี้ ฉันมีความประสงค์ อยาก ผลักดัน ให้ทุกคน หันมาตั้งใจเรียนภาษา ไม่รู้สึกย่อท้อต่อความลำบาก จากการเรียนภาษา ไม่ว่าจะเป็นการฟัง พูด อ่าน เขียน ท่องศัพท์ หรือการเรียนไวยากรณ์ จนท้อแท้ และหมดกำลังใจไป

เพราะฉันเชื่อว่าหากเราเข้าใจระบบที่มาที่ไปของกลไกสมอง เราจะรู้ว่า แท้จริงแล้ว

  • การเรียนภาษา และการฟื้นฟูทักษะทางภาษา แท้จริงแล้ว ไม่ยากเลย
  • การบำรุงรักษาสมอง ใ้ห้มีความยืดหยุ่น ต่อการเรียนรู้ ย่อมเป็นไปได้เสมอ และ
  • การป้องกัน การเกิดโรคทางสมอง ที่มีผล ต่อ ภาษา หรือ การรักษาเยียวยา โรคเหล่านั้น ย่อมมีหนทาง

การประยุกต์ข้อมูลให้เข้ากับชีวิตประจำวัน และ การหาความสัมพันธ์ของศาสตร์ด้านสมอง (ระบบปริชาน) กับเรื่องของภาษาหลายส่วนเกิดจาก รวบรวม เชื่อมโยง คิด วิเคราะห์ และตีความ จากข้อมูลที่ฉันมีและได้ศึกษาเอง นะคะ

หากมีข้อสงสัยหรือสนใจรู้เรื่องใดเพิ่มเติม ติดต่อมาได้เสมอที่ช่องคอมเมนต์ข้างล่างท้ายบทความได้เลย

ท้ายที่สุด …

ฉันมีอะไรมากมายล้นหัวที่อยากจะแบ่งปัน หวังว่าที่เขียนกลั่นออกมาทั้งหมด จะเข้าใจง่าย และเป็นประโยชน์ ไม่มากก็น้อยต่อผู้อ่าน ทุกท่าน ทุกวัย ค่ะ บางบทความอาจอ่านดูงงๆ บ้าง แต่จะคอยกลับมาแก้ไข เพิ่มเติม ข้อมูล ให้เสมอนะคะ

 

หวังว่าจะสนุกไปด้วยกันค่ะ 😀

ไข่มุก (ผู้เขียน)

 

คลิกที่นี่ สำหรับบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ สมอง ภาษา และความคิด

 


 

** ภาพทั้งหมด บางส่วน มาจากกูเกิล บางส่วน มาจากหนังสือ และ บทความงานวิจัย ที่มีการเขียนอ้างอิงประกอบใต้ภาพ และ บางส่วน คือภาพที่ฉันทำ และถ่ายขึ้นมาเอง ภาพและข้อมูลทั้งหมดเป็น ลิขสิทธิ์ ของเจ้าของเว็บไซต์ https://wanderfulminds.com หากพบว่า มีการละเมิดฝ่าฝืน หรือ นำไปเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาติ จะดำเนินคดีตามกฎหมาย อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ลิขสิทธิ์และคำสงวนสิทธิ์ หรือคลิกที่ privacy 

 

Filed Under: Brains & Minds Tagged With: กลไกสมอง

เกิดอะไรขึ้นกับสมองเมื่อเราเรียนภาษาตอนโต

October 22, 2015 By KaiMook McWilla Malany 2 Comments

 

(ภาพโดย Chudomir Tsankov)

 

เป็นที่รู้กันดี ว่า เรียนภาษาตอนเด็ก ง่าย กว่าเรียนตอนโต ในทางจิตวิทยาอาจเป็นเพราะ เราไม่ต้องคิดอะไรมาก เรียนรู้ไปตามธรรมชาติ โดยเฉพาะหากใครเป็นรู้สองภาษา (bilingual) มาตั้งแต่เกิดแล้ว อะไรๆ ก็ง่ายไปหมด เหมือนการใช้ภาษามันมาโดยธรรมชาติยังไงยังงั้น

แต่คำถามที่เกิดขึ้น คือ

แล้วถ้าเรียนภาษาตอนโตล่ะ
ทำไมยากจัง
เกิดอะไรขึ้นกับสมองกันแน่นะ

คำตอบคือ ก็เพราะพัฒนาการสมองของเด็กกับผู้ใหญ่ ต่าง กัน น่ะสิคะ

งานวิจัยหนึ่งของประเทศสวีเดน ศึกษาเกี่ยวกับ การเจริญเติบโต หรือ ขนาดของสมองของผู้ใหญ่ ที่เรียนภาษาใหม่ที่พวกเขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยในชีวิต เทียบกับ กลุ่มการทดลอง สอง กลุ่ม คือ

  1. กลุ่มทหารที่ต้องเป็นล่าม/นักแปล กับ
  2. กลุ่มนักเรียนแพทย์

ทั้งสองกลุ่มเรียนหนักเหมือนกัน แต่ หนักกันไปคนละด้าน นักเรียนล่ามทหาร หนักไปทางการฝึกร่างกาย กับการเรียนภาษา พวกเขาต้องเรียนภาษานั้นๆ ให้คล่องแคล่ว ทั้งที่ไม่เคยเรียนมาก่อนในชีวิต เรียนให้ได้ภายใน 10 เดือน โดยต้องเริ่มเรียนภาษาจากการเริ่มนับหนึ่งใหม่ (หรือ ไม่มีพื้นความรู้ภาษานั้นๆ มาก่อนเลย)

ลองคิดดูซิคะ ว่ายากแค่ไหน เรียนภาษาในห้องเรียน ในประเทศตัวเอง ไม่ได้มีโอกาสไปใช้ชีวิตในประเทศที่พูดภาษานั้นๆ เลย เพียงไม่ถึงหนึงปี ก็ต้องรู้ทุกอย่าง ต้องเขียนได้ และพูดคล่องให้เหมือนเจ้าของภาษา

ขณะที่ อีกกลุ่มของนักเรียนแพทย์ ก็เรียนหนักเหมือนกัน แต่ หนักไปด้านอื่น คือ ทางวิชาการ กายภาพ ร่างกาย โรคและการวินิจฉัยต่างๆ

ผลจากภาพสแกนสมอง ที่สแกน ก่อน และ หลัง การทดลองพบว่า ขนาดสมองของนักเรียนทหารที่เรียนภาษาใหญ่ขึ้น อย่างเห็นได้ชัด ขณะที่ สมองของอีกกลุ่ม (นักศึกษาแพทย์) มีขนาดเท่าเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

สมองส่วนที่ใหญ่กว่าเก่า ของนักเรียนทหารมี 2 ส่วนด้วยกัน คือ ฮิปโปแคมปัส กับ คอเท็กซ์ (เปลือกสมอง)

  • ฮิปโปแคมปัสเนี่ย มีความสัมพันธ์ กับภาษาด้านความจำ เป็นความจำระยะสั้น ความจำระยะยาว ในหัวของเรา
  • ส่วนคอร์เท็กซ์ เกี่ยวพันธ์กับการใช้ภาษา ด้านเสียง การออกเสียง การรับรู้เสียง หรือเสียงสะท้อนของเสียง ส่วนที่เห็นได้ชัดเลย แยกย่อยออกมาได้ตามภาพที่ปรากฎ คือ

Mårtensson et al

  • รอยนูนกลีบหน้าผากส่วนหน้าตรงกลาง (Middle Frontal Gyrus)
  • รอยนูนกลีบหน้าผากส่วนหน้าด้านล่าง (Inferior Frontal Gyrus)
  • รอยนูนกลีบหน้าผากส่วนข้างด้านบน (Superior Temporal Gyrus)

(ฉันไม่แน่ใจเหมือนกันนะคะว่าภาษาไทยเรียกแบบนี้รึป่าว อันนี้ต้องขออภัยจริงๆ หากผู้รู้ท่านใดทราบช่วยชี้แนะด้วย)

การทดลองนี้ชี้ให้เห็น เรื่องมหัศจรรย์ของสมองเรา หลายอย่างมาก ขอชี้แจงเพียงเล็กน้อยเท่านั้นนะคะ ไม่ขอไม่ลงลึกมาก เช่น

  • สมองเราเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาไม่ว่าจะโต (หรือแก่) แค่ไหนก็ยังมีพัฒนาการและมีความยืดหยุ่นอยู่
  • ภาษามีอิทธิพลและช่วยชะลอการเสื่อมของสมองได้แน่นอน ไม่ว่าจะอัลไซเมอร์หรือสมองเสื่อม เห็นได้จากการทดลองนี้ที่เทียบการเรียนภาษากับการเรียนด้านอื่นๆ

ดังนั้น มาเรียนภาษาวันละนิด ท่องศัพท์วันละคำ ป้องกันภาวะหลงลืมกันดีกว่าค่ะ 😀

 

คลิกที่นี่สำหรับบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ สมอง ภาษา และความคิด

 

Filed Under: Brains & Minds Tagged With: กลไกสมอง

ฉันทำอะไร

October 21, 2015 By KaiMook McWilla Malany Leave a Comment

 

ปัจจุบันศึกษาต่อระดับปริญญาโท สาขาภาษาศาสตร์คลินิก โปรแกรมอีราสมุส มุนดุส (Erasmus Mundus Masters Programme in Clinical Linguistics (EMCL))

(Mr. Intelligence)

สาขาที่เรียนเป็นวิชาประยุกต์ระหว่างวิทยาศาสตร์ คือ วิทยาศาสตร์การแพทย์และวิทยาศาสตร์ปริชาน (สมอง) กับสังคมศาสตร์ ด้านภาษาศาสตร์จิตวิทยา ภาษาศาสตร์ปริชาน และภาษาศาสตร์คลินิก

ถ้างงๆ กันบ้างก็ไม่ต้องแปลกใจนะคะ ที่ไทยไม่มีหลักสูตรนี้

รายวิชาที่เรียน คร่าวๆ

  • Autism and Languages
  • Psycholinguistics
  • Neurolinguistics
  • Automatic Speech Recognition
  • Language Changes in Neurodegenerative Diseases
  • Speech Synthesis
  • Acoustic Assessment of Speech Disorders
  • Brain Imaging

เรียนสถิติ เรียนวิทยาศาสตร์ พวกชีวะ โครงสร้างสมองอะไรทั่วไปค่ะ เพื่อเอามาประยุกต์กับสาขาภาษาศาสตร์ ที่ฉันสนใจคือภาษากับสมองเป็นหลัก

ดังนั้น สิ่งที่ฉันเน้นศึกษา ก็คือ

  • โรคทางสมอง (อัลไซเมอร์ สมองเสื่อม ภาวะสูญเสียการสื่อความ พาร์กินสัน และอื่นๆ)
  • การพัฒนาการของสมองในภาษา
  • ความสัมพันธ์ของสมองกับภาษา
  • เรียนภาษาอย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด (ศึกษาจากภาพสแกนสมอง)
  • ออทิสติก
  • การสแกนสมอง
  • การรับรู้ภาษาของเด็ก/ผู้ใหญ่/ผู้รู้สองภาษา

เนื่องด้วยเป็นโปรแกมของอีราสมุส ฉันจึงต้องย้ายประเทศไปเรื่อยๆ ทั้งหมด 4 ครั้ง 3 ประเทศ คือ

  • ประเทศฟินแลนด์
  • ประเทศเยอรมัน
  • ประเทศเนเธอร์แลนด์

ย้ายครั้งสุดท้ายคือไปประเทศที่จะทำวิจัย

ทำไมต้องย้าย

อันนี้เป็นรูปแบบปกติของอีราสมุสนะคะ โปรแกรมนี้เน้นให้ผู้เรียนเรียนให้ได้ประโยชน์และเกิดประสิทธิภาพมากที่สุด จึงคัดสรรค์มหาวิทยาลัยชั้นนำในยุโรปที่เด่นด้านนั้นๆ ให้ผู้เรียนได้ศึกษาจากแหล่งที่ดีที่สุดจากหลายประเทศมากที่สุดเพื่อเรียนรู้ทั้งเนื้อหาเกี่ยวกับสาขาวิชา ภาษา ผู้คนและวัฒนธรรม

https://instagram.com/p/8vtUeWADxm/?taken-by=wanderful_minds

เนื่องด้วยเทรนด์ภาษากำลังมาแรง และการศึกษางานวิจัยด้านสมองกำลังเป็นที่สนใจ ฉันจึงขอแบ่งปันความรู้และสาระด้านสมองกับภาษาและความคิดลงในเว็บไซต์นี้ด้วย แยกออกมาต่างหากจากบทความ ประสบการณ์การท่องเที่ยวและชีวิต

  • หากสนใจเกี่ยวกับสมองและภาษา ติดตามได้ที่พาร์ท Brains & Minds นะคะ
  • แต่หากสนใจเรียนภาษาฟรีๆ ก็ไปที่ Languages ได้เลยค่า 😉

 

Filed Under: Kaimook

ต่างยุคต่างสมัย

October 20, 2015 By KaiMook McWilla Malany Leave a Comment

 

เมื่อเกือบสิบปีก่อน กว่าจะได้โทรกลับไทยแต่ละทีจากต่างประเทศนี่ลำบากแสนเข็ญ ตระเวนหาร้านขายบัตรโทรศัพท์ทางไกล กดหมายเลขรหัส ค่าโทรก็แพงแสนแพง ตอนนี้อะไรๆ ก็สะดวกไปหมด แค่คลิกเดียว กดปุ๊ป ติดปั๊ป ไม่ต้องเสียเงินค่าโทรศัพท์เพิ่มด้วย มีอินเตอร์เน็ตไร้สายแทบทุกที่ไป

ไหนจะแอพลิเคชั่นมากมายสมัยนี้ที่ทำให้ไกลเหมือนใกล้ ครอบครัวที่ห่างกลับอยู่ใกล้แค่เอื้อม คนที่รักก็ไม่ไปไหน อยู่กับเราเสมอ (กรณีไม่ปันใจไปให้คนอื่นนะคะ)

เขียนไปก็ทำให้ฉันนึกถึงหนังจีนสมัยก่อน

ตัวละครเดินทางออกจากบ้าน หอบหิ้วเสบียงอาหาร เดินข้ามป่าข้ามเขาท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บ ยิงธนูจับกวางจับกระต่าย ผิงไฟทำอาหาร นอนบนใบไม้ในถ้ำ …

เขาทำได้อย่างไร

ฉันล่ะสงสัยจริง

แค่ฉันตอนนี้นะ ฉันเดินวันละประมาณ 10-12 กิโลเมตรตามแนวป่าลัดเลาะเข้าเมืองเพื่อเข้าไปมหาวิทยาลัยและซื้อของในเมือง แล้วเดินกลับมาบ้านพัก ท่ามกลางอากาศที่กำลังแปรปรวน ลม ฝน และแดดในวันเดียวกัน แบกหนังสือ และเสบียงอาหารกลับบ้าน ก็เหนื่อยแทบแย่แล้ว ให้เดินบางวันน่ะพอไหวค่ะ แต่ให้เดินแบบนี้ทุกวันอย่างที่ทำอยู่ คงต้องขอลา ด้วยเหตุผลสามประการ ดังนี้

  1. เวลา
    • ฉันเรียน 8 โมงเช้า เดินไปเรียนใช้เวลา 40 นาที ให้ตื่นนอนมาอาบน้ำ ทำอาหารกินเอง ออกจากบ้าน 7 โมง แล้วเดินลากสังขารไปมอ ฉันขอลา ไหนบางวันต้องเดินเข้าเมืองซื้อนมซื้อผลไม้ แล้วกลับมาทำการบ้าน เขียนงานให้เสร็จ ฉันขอเอาเวลาที่มีอ่านหนังสือดีกว่านะ
  2. อากาศ
    • อากาศตอนนี้แปรปรวนเสียเหลือเกินค่ะ ถือร่ม ใส่เสื้อกันหนาว สักพักก็ร้อน เดินเยอะก็เหงื่อออก ตกเย็นลมแรง ขณะที่พอหน้าหนาวเข้ามาเยือนฉันต้องเดินบนหิมะกับพื้นที่ลื่นๆ ท่ามกลางอากาศติดลบ 30 หรือ 40 องศา กว่าจะถึงบ้านคงหน้าลอกเป็นแผ่นพอดี
  3. เบื่อ
    • อันนี้สำคัญมาก มันคือความจืดชืดไร้สีสันของบรรยากาศริมทางเดิน ป่าไม้ตามทางที่สูงเขียวไร้สีอื่นในยามฤดูใบไม้ผลิ และพื้นดินอันขาวโพลนปกคลุมด้วยหิมะยามฤดูหนาว เหมือนเดิมเป๊ะแบบนี้ตลอดทาง ไม่มีสิ่งอื่นใดมาดึงดูดหรือเป็นจุดเด่นอะไรให้จดจำเสียเลย เดินแบบนี้ทีไร ฉันรู้สึก “อิ่ม” กับธรรมชาติ ถึงมอทีไร …หลับทุกที

ข้อสามเรื่องความเบื่อเนี่ย ขอแก้ตัวนะคะว่าถ้าไม่มีภารกิจทางโลกอะไรที่ต้องทำ หรือการงานที่ต้องเผชิญอยู่อย่างทุกวันนี้ ฉันจะรักและมีความสุขกับมันมาก ดังนั้นฉันจึงต้องหาความสมดุลของชีวิตให้ได้

กลับไปเรื่องหนังจีน ฉันล่ะทึ่งกับตัวละครเป็นที่สุด ไม่ใช่แต่ในหนังจีนนะ คนที่อพยพหรือที่ต้องดิ้นรนในดินแดนใหม่ๆ ในโลกแห่งความเป็นจริง ยิ่งน่าทึ่งไปใหญ่ ไหนจะปัจจัยภายนอก เสบียงอาหารและอากาศดังกล่าวไปแล้วเอย ยังจะมีปัจจัยภายใน ความห่างไกล ความเหงา และความคิดถึงเข้ามาแทรกอีก

ไม่รู้ว่าคนสมัยก่อนอึดกว่าคนสมัยนี้

หรือคนเราทั้งสองยุคอึดเหมือนกัน

แต่ดิ้นรนกันคนละเรื่องก็ไม่รู้

 

 

Filed Under: Finland Tagged With: ฟินแลนด์

ภาวะพูดไม่ออก “มันติดอยู่ที่ปาก” (Tip-of-the-tongue)

October 18, 2015 By KaiMook McWilla Malany Leave a Comment

(ภาพจากกูเกิล)

 

เคยสงสัยไหมคะว่าทำไมบางทีเวลาจะพูดแล้วพูดไม่ออก รู้แน่ชัดว่าจะพูดอะไรแต่ดึงคำมาพูดออกมาไม่ได้ รู้สึกเหมือน “มันติดอยู่ที่ปาก” (Tip-of-the-tongue)

ลักษณะทั่วไปของอาการแบบนี้คือเราให้คำนิยามได้ อธิบายได้แน่ชัดว่าจะพูดอะไร แต่กลับนึกคำนั้นไม่ออก แต่พอมีคนพูดคำศัพท์นั้นขึ้นมา เราก็ตอบว่า “ใช่ๆ คำนั้นแหละ”

เป็นเพราะอะไรกันแน่นะ

คำตอบคือ หากไม่ได้เป็นบ่อยจนสังเกตุเห็นได้ชัด มันเป็นอาการปกติค่ะ เป็นเรื่องการควานหาคำศัพท์ในสมองที่เราอาจหลงลืมบ้างเป็นธรรมดา แต่ถ้าเป็นบ่อยมากเกินปกติ ต้องย้ำนะคะว่าบ่อยมาก คราวนี้ล่ะเริ่มน่ากลัวแล้ว คำอธิบายมี 2 กรณี คือ

  • Anomic Aphasic หรือ ภาวะหลงลืมภาษาชนิดหนึ่งที่มักเกิดกับคำศัพท์ กลุ่มคำนาม (คน สัตว์ สิ่งของ) หรือกลุ่มคำกริยา (ส่วนใหญ่เกิดกับคำนาม) กรณีนี้เกิดจากผู้ป่วยที่เคยมีภาวะเส้นเลือดในสมองแตก/ตีบ (stroke) หรือเกิดอุบัติเหตุทางสมองมาก่อน ถ้าสแกนสมองจะเห็นว่ามีรอยโรค (lesion) ในสมองด้วย ภาษาบ้านๆ คือ รอยแผลที่สมอง
  • Primary Progressive Aphasia Syndrome อันนี้เป็นภาวะหลงลีมภาษาเช่นกันค่ะ อาการคล้ายกันกับข้อข้างบนเลย แต่เป็นผลจากระยะยาว ค่อยๆ เกิดขึ้นวันละนิดวันละน้อย เกิดจากการเสื่อมของสมองเอง คล้ายๆ กับอัลไซเมอร์หรือสมองเสื่อมนั่นแหละค่ะ

ถามว่าป้องกันได้ไหม

ถ้าเป็นลักษณะนึกคำไม่ออกแบบทั่วไป ไม่ได้เกี่ยวข้องกับโรคทางสมองแต่อย่างใดแล้ว อันนี้คงทำอะไรไม่ได้ค่ะ คงต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องปกติ

 

(ภาพจากกูเกิล)

 

แต่หากเกิดจากสมองเสื่อม (กรณีที่ 2) ป้องกันได้โดยการทานผัก ผลไม้  โดยเฉพาะพวกเบอร์รี่ทั้งหลาย ทานปลาเยอะๆ พวกแซลมอน และทานอาหารให้ครบห้าหมู่ ออกกำลังกาย และพักผ่อนให้เพียงพอ

ถ้าไม่ได้มีอาการเยอะเกินปกติ ไม่ต้องห่วงนะคะ เป็นเรื่องธรรมด๊า ธรรมดา

 

คลิกที่นี่สำหรับบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ สมอง ภาษา และความคิด

 

Filed Under: Brains & Minds Tagged With: กลไกสมอง, อาหารบำรุงสมอง

สอนคนให้ตกปลา หาปลาให้เขากิน

September 12, 2015 By KaiMook McWilla Malany Leave a Comment

 

ฟินแลนด์เป็นประเทศที่มีระบบการศึกษาดีมากเป็นอับดับต้นๆ ของโลก บ้างว่าเป็นอันดับหนึ่ง บ้างว่าเป็นอันดับสองหรือสาม แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ระบบการศึกษาของประเทศที่หนาวเหน็บติดลบประเทศนี้ก็ติดอันดับ 1 ใน 3 เสมอมา

สาเหตุนั้นมีหลายอย่าง ประการแรกคือประชากรที่มีน้อยนิด ทั่วประเทศประมาณ 5.4 ล้านคน น้อยกว่าประชากรเมืองกรุงฯ เสียอีกค่ะ ด้วยเหตุที่ประชากรน้อย การจัดการการดูแลย่อมง่ายกว่าเสมอ ดังคำกล่าวที่ว่า “คนน้อยดูแลง่าย คนมากปัญหามากไปตามกัน” แต่การที่มีคนมากก็ใช่ว่าจะเป็นปัญหาเสมอไปนะคะ ตัวอย่างเช่น บางรัฐในสหรัฐอเมริกาผู้คนมากมายล้นเหลือ แต่การดูแลและการจัดการเขาก็เป็นไปได้ด้วยดี

สิ่งสำคัญฉันเชื่อว่าคือการดูแลบุคลาการ หากประชากรมีความสุข มีความรู้พอที่จะหาเลี้ยงตนเอง มีพื้นฐานชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ไม่มีความเหลื่อมล้ำใดๆ ความเสมอภาคก็เกิดขึ้นได้เสมอ อย่างเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งที่ “ลี” พ่อชาวอเมริกันที่ฉันเคารพรักคนหนึ่งถามย้ำเตือนฉันเสมอว่า

“ในฐานะผู้นำ ลูกจะเลือกอะไร ระหว่าง

  1. สอนคนให้ตกปลา กับ
  2. หาปลาให้คนกิน“

คำถามนี้ไม่มีคำตอบไหนถูกคำตอบไหนผิดค่ะ แต่มันแสดงทัศนคติหลายอย่างโดยเฉพาะต่อความเป็นผู้นำและความห่วงใยบุคคลภายใต้การดูแลของเรา

การสอนคนให้ตกปลา คือการให้ความรู้แก่คนอื่น เพื่อให้เขาคนนั้นสามารถเลี้ยงชีพดำรงตนอยู่ได้ด้วยตนเอง แต่หากเราคอยแต่จะหาปลาให้เขากินแล้วนั้น เขาคงต้องคอยพึ่งเราตลอดเวลา ทำอะไรเองไม่เคยเป็น แล้วเขาคนนั้นจะอยู่ได้อย่างไร จะหาเลี้ยงครอบครัวคนอื่นได้อย่างไร หากไม่ใช่แบมือขอเราตลอดไป

“แล้วที่ฟินแลนด์เขาดูแลบุคลากรของเขาได้อย่างไรล่ะ”

คำตอบคือ เขาสอนประชากรของเขาให้ตกปลาเป็น เขาเน้นหนักด้านระบบการศึกษา พัฒนาระบบอย่างจริงจัง และสนับสนุนบุคลากรด้านนี้อย่างมาก … มากเสียจนอาชีพครูที่นี่คืออาชีพที่มีการสอบเข้าแข่งขันสูงและเป็นอาชีพที่มีเกียรติสุดๆ รายได้ตอบแทนดี

ประเด็นถัดมา คือ ความเท่าเทียมกัน ที่ฟินแลนด์เด็กทุกคนได้รับการปลูกฝังเรื่องความเท่าเทียม จะเป็นใคร มาจากไหน เชื่อชาติอะไร ไม่เกี่ยง ทุกคนคือ “คน” และทุกคน “เท่าเทียมกัน” เสมอ

ความเท่าเทียมทำให้ไม่เกิดการเลือกปฏิบัติ และความเท่าเทียมยังทำให้การบริหารงานต่างๆ ดำเนินได้อย่างง่ายดาย ทุกคนมีสิทธิ์ออกเสียง ทุกคนมีสิทธิ์ถาม ทุกคนจ่ายค่าภาษีเหมือนกัน และได้รับการศึกษาที่เท่าเทียมกัน หากเด็กคนใดเรียนช้า เขาคนนั้นย่อมได้โอกาสที่พิเศษออกไปจากคนอื่น มีครูคอยดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อหาจุดอ่อนและปรับพื้นฐานเด็กคนนั้นให้เท่าเพื่อนร่วมห้อง โดยที่เด็กคนนั้นไม่ต้องออกไปจ้างครูพิเศษหรือเรียนพิเศษข้างนอกให้เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม และด้วยความเท่าเทียมที่กล่าวมานี่ เพื่อนในชั้นก็ไม่ล้อเด็ก ตัวเด็กก็ไม่รู้สึกด้อยไปกว่าใคร

ประการสุดท้าย คือ ความเชื่อใจ ที่ฉันเชื่อว่าสำคัญมากไม่แพ้ข้ออื่นๆ เลยนะ เพราะเป็นการฝึกการตัดสินใจด้วยตนเอง และเป็นการเคารพการตัดสินใจของคนนั้นด้วย

คำว่าเชื่อใจที่นี้ คือ หากแม่ถามลูกว่า “ทำการบ้านเสร็จแล้วหรือยัง” ลูกตอบว่า “ทำเสร็จแล้ว” นั่นหมายความว่า “เสร็จแล้วจริงๆ” หากลูกโกหก ลูกรู้เองว่าตนเองจะได้รับบทเรียนอย่างไร หรือ หากนักเรียนเล่นโทรศัพท์ในคาบเรียน ครูถามว่า “เล่นอะไร” เด็กตอบว่า “เปิดดูคำศัพท์ในโทรศัพท์” ครูก็เชื่อและไม่ถามอะไรอีก ครูเชื่อใจเด็ก เพราะหากเด็กโกหก เด็กคนนั้นรู้ตัวเองดี และรู้จักละอาย

ทั้งหมดนี้เกิดจาก … ความเชื่อใจ

 

Filed Under: Finland Tagged With: นิสัยคนฟินแลนด์, ฟินแลนด์

ขอแนะนำ “เถาหวี”

September 6, 2015 By KaiMook McWilla Malany Leave a Comment

อย่างที่บอกว่าปกติแล้วเที่ยวคนเดียว ไปไหนคนเดียว แต่ก็ไม่เคยเดียวดายนะ เพราะเดินทางคนเดียวจริงแต่ที่ปลายทางนั้นไซร้ ฉันมี “คนท้องถิ่น” พาไปไหนมาไหนเสมอ … ก็จะเรียนรู้วิถีการดำเนินชีวิตของบ้านเมืองเขาทั้งที เราก็ควรมี “คนในละแวก” คอยนำทาง จริงไหม

“เถาหวี” เป็นเพื่อนร่วมห้องของฉันที่เจอกันที่ไต้หวัน ตอนไปประชุมแลกเปลี่ยนความรู้และวัฒนธรรมที่ไทเป ที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน (National Taiwan University) ด้วยความที่อยู่ด้วยกันทั้งวันทั้งคืนเป็นเวลาสัปดาห์กว่า คุยกันแทบทุกเรื่อง แบ่งปันประสบการณ์แทบทุกอย่าง เราสองคนเลยสนิทกันมากและดำรงความสัมพันธ์กันต่อมาเรื่อยๆ กระทั่งบัดนี้ก็เกือบสามปีแล้ว

เถาหวีอยากไปเที่ยวประเทศไทยแต่ไม่โอกาสสักที ส่วนฉันก็อยากไปเวียดนามอยู่แล้วจึงถือโอกาสติดต่อกันไป ในที่สุดก็มีเวลาว่างตรงกัน เลยนัดเจอกันที่โฮจิมินต์เสียเลย

 

Filed Under: Vietnam

บันทึกการเดินทางฉบับท้องถิ่น

September 6, 2015 By KaiMook McWilla Malany 1 Comment

 

ต้องเกริ่นก่อนว่าฉันชอบการท่องเที่ยวแบกเป้เป็นชีวิตจิตใจ ไปไหนมาไหนมักมีเป้คู่ใจ ปากกา สมุด กับโทรศัพท์ไว้จดบันทึกเสมอ

การเดินทางทุกครั้งเป็นไปในลักษณะ “คนท้องถิ่น” คือเราไปเยือนดินแดนอื่นในมุมมองนักท่องเที่ยว แต่ใช้ชีวิต “อย่างเขา” คนท้องถิ่นทำอะไร เราก็ทำตาม เขาทำอาหาร เราก็ช่วยเขาทำ เขาไปตลาด เราก็ไปจ่ายตลาดกับเขา หรือกับแค่ทำสวน เราก็ช่วยเขาพรวนดิน ปลูกต้นไม้ด้วย

ฉันเชื่อว่านี่แหละคือการเรียนรู้ มุมมองการไปเยือนต่างแดน ไม่ใช่แค่สักจะได้ไป ไปแล้วถ่ายรูปโพสลงเฟสบุ๊ค ลงอินสตาแกรม แต่ต้องได้ “เรียนรู้” และ “เปิดโลกเปิดมุมมอง” อะไรอื่นด้วยเสมอ จากนั้นเราค่อยใช้เวลาที่เหลือกับการเที่ยวตามประสานักท่องเที่ยว ไปพิพิพิธภัณธ์ ไปซื้อของช็อปปิ้งตามแหล่งท่องเที่ยวทั่วไป

ครั้งนี้ฉันไปเวียดนาม แต่เจาะจงไปที่โฮจิมินต์โดยเฉพาะ และเลือกอยู่ที่นั่น 4 คืน 5 วัน การเดินทางครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ฉันมีเพื่อนร่วมทาง

เธอผู้นั้นคือ “อ้อยอิ่ง” หรือ “อิ่ง” หญิงสาวลูกครึ่งไทย-ไต้หวัน ที่กล้าพูดกล้าถาม ไปไหนไปกัน ทำอะไรทำหมด กินอะไรกินหมด เธอเป็นมิตรและเป็นกันเองมาก

 

Filed Under: Vietnam

  • « Previous Page
  • 1
  • …
  • 4
  • 5
  • 6
  • 7
  • Next Page »

KAIMOOK MALANY

ฉันโตมากับการไม่อยู่เป็นหลักแหล่ง ฉันสู้ ดิ้นรน ปรับตัว เป็นฉันในวันนี้ ที่ยิ้มเก่ง ช่างพูด กล้าถาม ชื่นชอบการพบปะผู้คน รักการเรียนรู้ หลงรักการผจญภัย และอยู่อย่างสันโดษได้ นอกจากจะเพราะครอบครัวที่รักและคอยให้การสนับสนุนฉันแล้ว ส่วนหนึ่งยังเป็นเพราะตัวฉันที่ไม่ชอบอยู่นิ่ง (wander) สิ่งที่ฉันได้เจอ ศึกษาค้นคว้าและเรียนรู้เป็นความน่าหลงใหล (wonderful) ที่ฉันอยากจะแลกเปลี่ยนแบ่งปัน ทุกอย่างที่เขียนขึ้นกลั่นออกมาจากใจฉันเองค่ะ (minds)

Join the Social Conversation

  • Facebook
  • Instagram
  • Pinterest

Copyright © 2015-2019 · Squiddy Productions · This site powered on interstellar cognitions · Privacy