- Rome
- Venice
- Florence
- Milan
- Burano-Murano-Torcello
- Pisa
- Cinque Terre
- Porto Venere
- อาหาร
When you wonder, your mind wanders, and you realize how wonderful everything is
A photo posted by Kaimook Malany (@wanderful_minds) on
A photo posted by Kaimook Malany (@wanderful_minds) on
A photo posted by Kaimook Malany (@wanderful_minds) on
A photo posted by Kaimook Malany (@wanderful_minds) on
A photo posted by Kaimook Malany (@wanderful_minds) on

ภาพจาก forwallpapers
หนึ่งในความวุ่นวายมากที่สุดของการย้ายมาเยอรมันคือ “เอกสาร” ที่ต้องดำเนินการเยอะมาก ดูซับซ้อนและเรื่องมากสุดๆ 🙁
ฉันย้ายมาเรียนที่นี่ นอกจากจะได้วีซ่ามาเรียนแล้ว ยังต้องขอใบ Residence Permit ด้วย (บางประเทศอย่างฟินแลนด์ให้เลยตั้งแต่ขอจากสถานฑูตครั้งแรก กรณีอย่างฟินแลนด์นี้เสียตังค์ทีเดียวค่ะ ได้บัตรมาเลย จะไม่มีวีซ่าใดๆ ทั้งสิ้น) ดังนั้น นอกจากต้องทำบัตรนักเรียน ทำเรื่องย้ายถิ่น แจ้งที่พักอาศัยแล้ว ก็ยังมีขอ Residence Permit มากมาย
หน้าตา Anmeldung

ภาจาก berlinstadtservice

ภาพจาก expatica
อ่าน บทความอื่นๆ เกี่ยวกับ ข้อมูลการท่องเที่ยว และ เกี่ยวกับประเทศเยอรมัน คลิกที่นี่
เมื่อประมาณเดือนก่อน ฉันคุยกับรุ่นน้องคนหนึ่งที่ไทยว่าจะไปตะลอนอียิปต์กับแอฟริกาใต้กับเพื่อนต่างชาติที่เรียนด้วยกันที่ฟินแลนด์ แต่ด้วยความที่มีปัญหากลุ่มไอซิซถล่มฝรั่งเศสพอดิบพอดี เพื่อนฉันคนนี้เลยต้องยกเลิกทริปกระทันหัน …
เพื่อนคนนี้ชื่ออาเมียร์ค่ะ เป็นเพื่อนชายมุสลิมชาวอียิปต์ อาเมียร์บอกว่าเขาออกนอกยุโรปไม่ได้ จะโดนยึดวีซ่า ทำให้กลับเข้ายุโรปไม่ได้อีก
“เพื่อนผมเรียนที่นอร์เวย์ บินกลับบ้านที่อียิปต์แล้ววีซ่าโดนยึด กลับมายุโรปไม่ได้แล้ว” อาเมียร์บอกฉันอย่างเศร้าๆ ดวงตาละห้อยห่อเหี่ยว 🙁
อาเมียร์คุยเก่งและอัธยาศัยดีสุดๆ เขาอยากพาฉันไปเที่ยวอียิปต์มาก ชวนฉันอยู่นั่นแหละ บอกว่าจะเป็นไกด์ส่วนตัวนำเที่ยวให้แลกกับกินข้าวกับฉันทุกมื้อ เอ๊ะ…! เขาอยากให้ฉันพาเที่ยวเมืองไทยเมื่อฉันเรียนจบ ฉันตอบตกลงนะ ปกติก็พาเพื่อนต่างชาติเที่ยวไทยบ่อยๆ อยู่แล้ว
แต่เหตุการณ์บ้านเมืองนี่สิทำให้แผนไปแอฟริกาใต้ต้องถูกระงับไว้อย่างไม่มีกำหนด
ก็ได้แต่คิดว่าคงยังไม่ถึงเวลา
น้องสา (รุ่นน้องคนไทยที่ตอบตกลงจะไปแอฟริกาด้วยกัน) ก็เลยได้หงอยไปตามๆ กันเพราะทริปล่ม
ท้ายที่สุดประมาณหนึ่งอาทิตย์ก่อนวันเดินทาง ฉันกับน้องสาเลยตกลงกันไปรัสเซีย เพราะคนไทยไม่ต้องขอวีซ่า สะดวกดี สารีบซื้อตั๋วเครื่องบินจากไทยมารัสเซีย ราคาตั๋วเลยไม่แพงมากนักเพราะเป็นช่วงฤดูหนาวเดือนธันวาคม ส่วนฉันก็ซื้อตั๋วรถบัสเดินทางอ้อมไปเฮลซิงกิก่อน
จริงๆ แล้วจะนั่งรถจาก Joensuu ไป St. Petersburg เลยก็ได้นะคะ แต่รอบรถไม่ได้มีทุกวัน และด้วยความที่ต้องไปเจอน้องสาที่รัสเซียตามวันที่กำหนด เลยถือโอกาสแวะเข้าไปเปลี่ยนรถที่ Helsinki เลย

ภาพจาก mybesthelsinki
เดินทางถึงเฮลซิงกิแล่วก็โล่งใจได้นิด อีกครึ่งทางเท่านั้น ฮึบๆ แต่ไหงได้ล่ะ อิฉันเนี่ย ‘งม’ ทางหาชานชาลารถอยู่นานสองนาน เดินออกนอกสถานีแล้ว เดินเข้าสถานีเล่า วนไปวนมา หาไม่เจอเสียที
ตามแผนที่ในกูเกิลอยู่เป็นชั่วโมง ก็ถึงกลับเงิบสิคะ ขมวดคิ้ว ทำหน้าเอ๋อ เพราะว่าที่ๆ ยืนอยู่คือจุดจอดรถตรงตามแผนที่ที่แผนที่บอกไว้แล้วนะ
แต่เห้ย … ไหนอ่ะไหน! จุดนี้ ที่ตรงนี้ พิกัดเดียวกันแท้ๆ แต่ไหนล่ะรถ ไหนล่ะชานชาลา! 🙁

ภาพจาก Kamppi
รีบเดินตากฝนแบกเป้สองใบสะพายกล้องแวะไปซื้อน้ำรีบหาสถานีรถต่อ เจอคุณป้าคนหนึ่งพูดภาษาอังกฤษไม่ได้แต่ชี้มือชี้ไม้พยายามช่วยฉันเต็มที่
อ่านความได้ว่าป้าให้เดินไปที่ๆ ฉันเพิ่งเดินออกมา ฉันก็เกินเข้าไปเส้นเดิมทางเดิม แม้อากาศจัหนาวสั่นฝนจะตกแต่เหงื่อฉันก็เริ่มออก มันร้อนเปียกๆ ด้วยความกลัวจะตกรถ อีกครึ่งชั่วโมงเท่านั้น!
ฉันเดินเข้าไปถามชายคนที่สอง โบกมือบ้าย บาย ชายนั้นไม่รู้ทาง ไม่แม้แต่จะสนใจกันมามิงหน้าฉัน เหมือนฉันเป็นตัวน่ารังเกียจที่หากเจอต้องรีบเดินหนี
ชานคนที่สามบอกว่า “ผมไม่แน่ใจนะ แต่น่าจะทางนั้น” ซึ่งก็คือ ท า ง เ ดิ ม ที่ฉันเพิ่งเดินมา ฉันเริ่มประหม่า ตกใจหนักกว่าเก่า เอาไงดีล่ะทีนี้ ถามชายคนที่สี่ที่อายุวัยรุ่นปลายๆ “ขอโทษนะคะพอทราบไหมคะว่าชานชาลาที่ 8 อยู่ไหน ฉันเดินวนหามานานแล้ว” เขาหันมาตอบคำเดียวสั้นๆ ที่ทำเอาฉันแทบจะกระโดดเข้าไปกอด “รู้สิ”
“จะไปไหนครับ” เขาถาม
“ไปรัสเซียค่ะ เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก”
“ตรงไปทางซ้าย ลงบันเลื่อน เลี้ยวขวา เดินไปเรื่อยๆ แถวนั้นแหละ” เขาตอบพร้อมมองมาที่ฉัน เหมือนจะอยากต่อบทสนทนา ฉันก็อยากนะ อยากจะขอบคุณ ชวนคุยหรือกินกาแฟ แต่ด้วยความที่รีบจึงได้แต่กล่าวขอบคุณรัวๆ แล้วเดินรี่ไปตามทางที่เขาบอก
ถึ ง แ ล้ ว ถึ ง เ สี ย ที 😀
บทความที่เกี่ยวข้อง คลิกที่ลิงค์ข้างล่าง
พรีเซนต์งานและสอบกลางภาคเสร็จแล้วค่ะ เย้~ เรียนแต่เรื่องสมงสมองและความบกพร่องของภาษาในสมอง ส่องลึกสแกนลงไปในหัวจนเห็นอะไรๆ หยึกหยอยเป็นรูปสมองหมดล่ะ
ขอเอียนแปป 🙁
ตอนนี้ขอ ร้องยู้หู! ดังๆ อีกรอบ มีเวลาว่างประมาณเกือบสองสัปดาห์ก่อนกลับมาสอบอีก (ตารางเรียนไม่สวยเลย ไม่งั้นได้หยุดยาวเดือนกว่าแหน่ะ) แล้วก็หยุดยาวอีกหน่อยก่อนเข้าสู่การเรียนเทอมสองภาคสัมนา (คือเรียนแบบนั่งถก พูดคุยกับเพื่อนร่วมห้อง)
แต่นั่นขอเก็บไว้ก่อน ว่างทั้งที ข้ามชายแดนไปรัสเซียกันเถอะค่ะ อุ่นกว่าที่นี่เยอะและมีตึกรามบ้านช่อง สถาปัตยกรรม พิพิธภัณฑ์ให้ดูเป็นขวัญตาอีกแยะ 🙂
คราวนี้นั่งรถบัสค่ะ … อยากรู้ว่าข้ามชายแดนยุโรปจะเข้มงวดแค่ไหน ประสบการณ์ใหม่ แล้วก็ถูกกว่าขึ้นเครื่องเยอะด้วย
ฉันนั่งรถบัสข้ามประเทศจากฟินแลนด์มารัสเซีย ขึ้นรถสองต่อ จากเมือง Joensuu (เมืองทางตะวันออกเฉียงเหนือของฟินแลนด์) ไปลงที่ Helsinki เมืองหลวงฟินแลนด์ ใช้เวลา 7 ชั่วโมง แล้วต่อรถบัสอีก 8.5 ชั่วโมง ไปลงที่ St. Petersburg รัสเซีย ทริปทั้งหมดใช้เวลาประมาณ 20 ชั่วโมง

ภาพจาก Mrauk U Traveler
ขอใช้ Helsinki เป็นจุดศูนย์กลางนะคะ หากมาจากเมืองอื่นควานหาทางมาลงที่นี่เองเด้อ จาก Helsinki ให้นั่งบัสของ expressbus ค่ะ เป็นบัสในยุโรป สะดวก ราคาถูก (คลิกดูรายละเอียดเว็บไซต์)
ฉันก็นั่งนานจนตูดบานจาก Joensuu รวมเวลาต่อรถก็เกือบ 20 ชั่วโมง แต่ยังไงก็นั่งค่ะ ศรีต้องทน เพราะมีแพลนเดินทางครึ่งรอบโลก โดยไม่อาศัยเครื่องบิน จะ รถ เรือ ไฟ ได้หมด ไม่บินพอ (ใครสนใจจิ้มมานะคะ เฟสบุ๊ค อีเมลล์ ได้หมดค่ะ คลิกที่นี่! ประมาณ 1-1.5 เดือน อย่าปล่อยให้ฉันลุยเดี่ยวเลย เหงา) 🙁
แต่เอ๊ะ! ถึง St. Petersburg แล้วทำยังไงต่อ ไปที่พักยังไง ไม่ได้เตรียมตัวอะไรมาเลย

Church of the Savior on Blood
บทความที่เกี่ยวข้อง คลิกที่ลิงค์ข้างล่าง

The Fix: Neural Plasticity Highlighted By Brain’s Response to Addiction
ความยืดหยุ่นของสมอง ในภาษาอังกฤษ ใช้คำว่า brain plasticity คำว่า plastic “พลาสติก” นี้ ไม่ได้หมายความว่าสมอง คือพลาสติก นะคะ แต่ คำว่า “พลาสติก” ณ ที่นี้ หมายถึง สภาวะยืดหยุ่น / สภาวะที่เปลี่ยนแปลงรูปร่างได้
ที่เค้าใช้ศัพท์กันแบบนี้ เพราะว่า สมองเราเปลี่ยนแปลงได้ ค่ะ
สมองของเรา มีความสามารถพิเศษ คือ มันสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามทักษะที่เรามี และ/หรือ ประสบการณ์ที่เรารับรู้ นั่นเป็นเพราะ สมอง ประกอบด้วยเซลล์ประสาท (neurons) หลายๆ เซลล์เชื่อมกัน (connections) เมื่อเราใช้งานสมองมากขึ้น เซลล์เหล่านี้ก็เชื่อมกันมากขึ้น หากไม่ได้ใช้สมอง หรือ สมองได้รับการใช้งานน้อยลง เซลล์สมองก็จะค่อยคลายตัว แยกออกห่างจากกันในที่สุด
สมัยก่อน ในช่วงปี 1960s (ประมาณ พ.ศ. 2500) นักวิจัยเชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงในสมองเกิดขึ้นได้ เฉพาะ ในทารกและวัยเด็ก ครั้นเด็กเหล่านี้โตขึ้น โครงสร้างสมองก็จะค่อยๆ คงที่ จนเปลี่ยนแปลง ไม่ได้อีกต่อไป … ความเชื่อนี้ เป็นความเชื่อที่สอดคล้องกับอวัยวะอื่นๆ ทั่วไปในร่างกายของเรา นำมาสู่ความคิดที่ว่า “ยิ่งโต ยิ่งเสื่อม”
แต่!!! งานวิจัยระยะหลัง กลับพบว่า “ยิ่งใช้งานสมองมากเท่าไร ความยืดหยุ่นก็มีมากเท่านั้น” ดังคำภาษาอังกฤษว่า “Use it, or Lost it” เพราะสมองเรามีความยืดหยุ่น หรือมี “พลาสติก” นั่นไงล่ะคะ
ปัจจัยทางพันธุกรรม มีอิทธิพลต่อสมองเราอย่างแน่นอน แต่นอกจาก พันธุกรรม หรือ ยีนส์ และบริเวณแวดล้อมที่เราอยู่ ประสบการณ์ที่เราใช้หรือพบเจอ ล้วนมีผลต่อโครงสร้างสมอง และความยืดหยุ่นของสมอง

Neuroplasticity: Functional and Structural
ความยืดหยุ่น/การเปลี่ยนแปลงของสมอง (neuroplasticity) นอกจากจะช่วยให้สมองส่วนที่ได้รับบาดเจ็บปรับตัวและเปลี่ยนแปลงแล้ว ยังช่วยให้สมองเกิดความยืดหยุ่น เชื่อมต่อประสานเซลล์ด้วย
หลายคนไม่ทราบว่า สมองที่ได้รับบาดเจ็บ สามารถฟื้นตัวกลับมาได้ ด้วยความสามารถด้านการยืดหยุ่น และการปรับตัวของสมอง ผู้ป่วยเด็กจำนวนหนึ่งบางคน ได้ผ่านการผ่าตัดสมองซีกหนึ่งออก แม้สมองซีกซ้ายจะหายไป และหลายคนคาดว่า คงจะใช้ชีวิตอย่างปกติไม่ได้ ผลลัพธ์กลับพบว่า สมองที่ยังมีอยู่ (สมองซีกขวา) ช่วยประสานให้สมองซีกที่หายไป (สมองซีกซ้าย) เชื่อมต่อกันได้ แม้ปริมาณสมองจะไม่เท่าเดิม แต่ความสามารถก็ยังไม่แย่หรือใช้การไม่ได้ไปเลยทีเดียว
กล่าวสรุป คือ เมื่อสมองถูกทำลาย สมองส่วนที่ดีจะช่วยชดเชยสมองส่วนที่ขาดหายโดยการเชื่อมต่อ (connect) และประสานให้กลับมาใหม่ (reconnect) ระหว่างเซลล์
งานวิจัยสมองของคนขับแท็กซี่ในลอนดอน (Maguire, Woollett, & Spiers, 2006) พบว่า สมองคนขับแท็กซี่มีสมองส่วนฮิปโปแคมปัส (hippocampus) ด้านหลังที่ใหญ่กว่าปกติ เพราะสมองส่วนนี้ทำหน้าที่เกี่ยวกับข้อมูลเชิงสถานที่ (เช่น ทิศทาง แผนที่) เพราะคนขับแท็กซี่ต้องจดจำทิศทา งและรู้สถานที่ต่างๆ ทำให้สมองส่วนนี้ได้รับการกระตุ้นมากกว่าปกติ

Hippocampus: The Brain Made Simple
ความยืดหยุ่น และการเปลี่ยนแปลงของสมอง ยังสามารถพบได้ในสมองของผู้รู้สองภาษา (Mechelli et al., 2004) โดยเฉพาะ สมองส่วนคอเท็กซ์กลีบข้างด้านซ้าย (left inferior parietal cortex) ด้วยนะคะ
อ่านเพิ่มเติม เรื่องสมองกับภาษา กับบทความ
บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง คลิกที่นี่
เป็นที่รู้กันว่า รู้สองภาษามักได้เปรียบกว่ารู้หนึ่งภาษา อย่างแน่นอน ทั้งดูหนังได้มากเรื่องกว่า อ่านหนังสือได้หลายเล่มกว่า ในภาษาที่ตนรู้ เป็นการเปิดโลกเปิดโอกาสให้กับตัวเอง ไหนจะสนทนากับใครได้กว้างขวางกว่า เดินทางไปต่างประเทศก็มีโอกาสได้เรียนรู้ และสื่อสารกับคนท้องถิ่นมากกว่า และประโยขน์จิปาถะอีกมากมายนับไม่ถ้วน
แล้วเคยสงสัยไหมคะว่า …

ภาพจาก TEDEd: Mia Nacamulli
คำตอบก็คือ
สมองทางกายภาพต่างกัน จากภาพการสแกนสมอง นักวิจัยพบว่าสมองผู้รู้สองภาษามีสมองเนื้อสีเทา (gray matter) มากกว่า สมองส่วนนี้มีลักษณะเป็นลอนเป็นท่ีอยู่ของเซลล์ประสาท มีหน้าที่ควบคุมกล้ามเนื้อ พวกการมองเห็น ได้ยิน และความจำ
ด้วยเหตุนี้เองคนกลุ่มนี้จึงมีระบบสัมผัสหรือเซนส์ที่ดีกว่า มีความจำที่เริ่ดหรูกว่าผู้รู้หนึ่งภาษา (monolinguals)
แต่ไม่เพียงเท่านี้นะคะ ผู้รู้สองภาษายังเรียนภาษาอื่นๆ ได้ง่ายและดีกว่าผู้รู้หนึ่งภาษาอีกด้วย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าพื้นที่หรือปริมาณเนื้อที่ในสมองที่เชื่อมโยงกับภาษามีมากกว่าปกติ อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าระบบการทำงานของสมองต่างกันกับระบบสมองของผู้รู้ภาษาเดียว
สมองของเราแบ่งออกเป็นสองซีกค่ะ คือ ซ้ายกับขวา
ด้วยความที่ความยืดหยุ่นของสมองผู้รู้สองภาษาดีกว่าผู้รู้หนึ่งภาษา (เพราะมีส่วนเนื้อเยื้อสีเทามากกว่า) และการไหลเวียนของระบบในสมองเลยดีกว่าเลยทำให้สมองทั้งสองซีกของผู้รู้สองภาษาช่วยกันดูแลควบคุมด้านภาษา แต่สำหรับผู้รู้ภาษาเดียวนั้น การควบคุมของภาษามักอยู่แค่ซีกซ้ายเพียงซีกเดียว
การช่วยกันทำงานของสมองของผู้รู้สองภาษาจึงทำให้ความคิดไหลลื่นเป็นไปตามระบบมากขึ้น และสมองก็มีส่วนแบ่งเบาภาระมากขึ้น ที่สำคัญทำให้เป็นอัลไซเมอร์หรือสมองเสื่อมช้าลงอีกด้วย
รู้แบบนี้แล้ว
มีลูก มีหลาน ให้หมั่นเรียนภาษา
โตแล้วก็เรียนเพิ่มเติม ทนนิดทนหน่อย เพื่อความจำที่ดี
สำหรับบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ สมอง ภาษา และความคิด คลิกที่นี่
คนฟินแลนด์ไม่ค่อยยิ้ม หรือแทบไม่ยิ้ม
ชาวฟินน์มีหน้าเดียว จะดีใจ เสียใจ โกรธ โมโห เศร้า เจ็บ หรือปวดอึ ก็หน้าเดียว … นิ่ง สงบ ไร้อารมณ์

ภาพจาก facebook: funland
สีหน้าเพื่อนฟินน์: สุข เศร้า เฉยๆ โกรธ งี่เง่า กังวล หิว กลัว บ้า ทึ่ง หมดหวัง ระทมทุกข์ ขี้เกียจ งง อาย
เพื่อนฉันมีรูมเมทเป็นคนฟินแลนด์ ทั้งห้องมีกัน 3 คน แต่ชาวฟินน์นั้นไซร์ จะให้ทักทาย กล่าว สวัสดีแค่ไหน เขาก็ไม่ตอบคุณ! ลักษณะห้องคือมีห้องนอนส่วนตัว แต่ห้องน้ำกับห้องครัวใช้รวมกัน หากคุณอยู่ในครัว หรือบริเวณส่วนรวม คนฟินแลนด์จะไม่ออกมาให้เห็นหน้าโดยเด็ดขาด ถ้าเผอิญยืนอยู่ในครัวอยู่แล้ว แล้วเพื่อนชาวฟินน์เปิดประตูห้องเข้ามา เขาจะรีบหลบเดินดุ่ยๆ เข้าไปในห้องทันที

ภาพจาพ facebook: finnish nighmares
เมื่อเพื่อนฟินน์อยากออกจากห้อง แต่มีเพื่อนร่วมห้อง/เพื่อนบ้านอยู่ตรงทางเดิน (เพื่อนฟินน์หัวสีน้ำเงิน – ธงชาติ) 🙁
“มอย” (เป็นคำทักทาย แปลว่า “สวัสดี” ภาษาฟินแลนด์) เพื่อนฉันทัก
“…” คือคำตอบ ไม่มีแม้แต่จะมองหน้า
“…”
“…”
“…”
กลับสู่ความเงียบเช่นเคย

ภาพจาก facebook: finnish nightmares
เพื่อนฟินน์ล้ม แล้วมีคนเห็น -> อายมาก
เพื่อนฟินน์ล้ม มีคนถามว่าให้ความช่วยเหลือ “เป็นไรไหม ให้ช่วยอะไรไหมคะ/ครับ” -> อายมาก ตายทั้งเป็น
ตอนนั้นเพื่อนฉันชาวมาเลเซียอยู่ในห้อง ประมาณหกโมงเย็น เธอได้ยินเสียงคนเปิดประตูหน้าบ้าน และเหมือนมีคนเข้ามาในห้อง เสียงคนสองสามคนดังขึ้นมาเป็นภาษาฟินแลนด์ เสียงฝีเท้าย่ำเข้ามาในห้อง เธอเปิดประตูออกไปดู เห็นรูมเมทชาวฟินแลนด์ของเธอนอนเจ็บ มีเลือดออกที่เเขนเป็นรอยถลอก ขาหัก
เมทชาวฟินแลนด์ของเธอนอนเจ็บอยู่ในห้องมาได้สักพักแล้ว จักรยานล้ม แต่ไม่บอกเธอ พอเพื่อนชาวมาเลถามว่าทำไมไม่บอกล่ะจะได้ช่วยเรียกพยาบาลให้ เธอไม่ตอบใดๆ จนเพื่อนฉันคะยั้ยคะยอ ชาวฟินน์ตอบว่า “ไม่อยากรบกวน” เธอตอบด้วยสีหน้าแนบนิ่ง
หากเห็นชาวฟินน์ล้ม อย่าได้เข้าช่วยเหลือ เพราะเขาจะอายมากขึ้น อย่าได้แม้แต่ถามเพราะเขาจะเสียเซลฟ์ อย่าได้มอง เพราะเขาจะรู้สึกอยากจะมุดหิมะให้หายไป ไม่ต้องทำอะไร ไม่ต้องไทยมุง แต่โปรดเดินหนี
😛
บทความเชื่อมโยง คลิกที่นี่ นิสัยคนฟินแลนด์ (1)
ภาษาฟินแลนด์ (Finnish/Suomi) มีลักษณ์โครงสร้างการวางคำในประโยคเหมือนกับภาษาอังกฤษและภาษาไทยเอาเสียมากๆ คือ ประธาน + กริยา + กรรม มีการออกเสียงที่ตายตัว อ่านเนิบๆ ฟังแล้วง่วง ไร้โทนมาก แต่เสน่ห์ของมันก็มีเหมือนกัน ทั้งไม่มีเพศ ไม่มี article และยังเป็นการเอาคำมาวางยาวต่อกันเรื่อยๆ เพื่อสร้างศัพท์ใหม่ และประโยคใหม่ได้ทันที

ภาพจาก wikia
1) ไม่มีเพศ: โดยทั่วไปภาษาในยุโรป เช่น ภาษาฝรั่งเศส คำนามแบ่งออกเป็นเพศหญิง และเพศชาย, ภาษาเยอรมันมี 3 เพศ คือ เพศหญิง เพศชาย และเพศกลาง เพศพวกนี้มีผลต่อการผันคำ/ประโยคในเชิงไวยากรณ์ (ถ้าใครงงไม่เคยรู้ว่าภาษามีเพศได้ ปล่อยมันไปค่ะ ช่างมัน 55) ภาษาฟินแลนด์ไม่มีลักษณะแบบนี้ แม้กระทั่งบุรุษสรรพนาม “เขา” “เธอ” ภาษาฟินแลนด์ยังมีคำเดียวเลย คือ “hän”
2) ไม่มี article: อย่างภาษาอังกฤษจะมีการใช้ a, an บอกความไม่ชี้เฉพาะ, the บอกความชี้เฉพาะ ภาษาฟินแลนด์ไม่มี
3) เป็นภาษาคำปะติดปะต่อ: เอาคำมาต่อกันยาวลากเลื้อยไปเรื่อยๆ เช่น
มันลากยาวได้เรื่อยๆๆๆๆ ค่ะ คำที่ยาวที่สุด คือ!!!
(คลิกที่นี่)
ท้ายสุดแล้ว อยากบอกค่ะว่าในเช่นเดียวกับภาษาอื่นๆ ภาษาฟินแลนด์หรือ ภาษา Suomi มีภาษาพูดและภาษาเขียนที่ต่างกันนะคะ คล้ายๆ กับภาษาไทยที่ในภาษาพูดจะฟังดูกระชับกว่าและอาจมีคำศัพท์ที่ต่างไปบ้าง (แต่ก็ยังคล้ายกันอยู่) เช่น คำว่า “อย่างไร” กับ “ยังไง” หรือในภาษาฟินแลนด์
ภาษา: ชาวฟินน์ผู้สับสนทางเพศ (อ่านเพิ่มเติม: คลิกที่นี่)
ข้อดีหนึ่งของการเรียนภาษาฟินแลนด์คือภาษาฟินแลนด์นี้มีการเรียงประโยคแบบประธานขึ้นก่อนกริยาเหมือนภาษาไทย คือ “ประธาน + กริยา + กรรม” เช่น
ดูง่าย ไม่มีอะไรน่าสันสน
เรื่องยาก คือ เพศในภาษา
โดยทั่วไปภาษาตะวันตกมักมีเพศ เช่น ภาษาฝรั่งเศส “เลอ เชียง (le chien)” หรือ หมา เป็นเพศชาย “เลอ ลีฟว (le livre)” คือ สมุด ก็เป็นเพศชาย “ลา เมซง (la maison)” แปลว่า บ้าน เป็นเพศหญิง “ลา วาช (la vache)” แปลว่า วัว ก็เป็นเพศหญิง ขณะที่ภาษาเยอรมัน มี 3 เพศ นอกจากเพศหญิง เพศชายแล้ว ยังมีเพศกลางด้วย
แต่ก็คงไม่แปลกถ้าภาษาฟินแลนด์จะไม่มีเพศ เพราะภาษาอังกฤษยังไม่มีเลย ภาษาไทยก็ไม่มี
แต่!! ที่น่าสนใจคือ
แม้ภาษาจะไม่มีเพศ อย่างน้อยทุกภาษาก็มีการแบ่งเพศของสรรพนาม หรือบุคคลที่เราอ้างถึง ภาษาไทยใช้คำว่า “เธอ” เรียกแทนเพศหญิง คำว่า “เขา” แทนเพศชาย ภาษาอังกฤษใช้คำว่า “she” แทนเพศหญิง และ “he” แทนเพศชาย แต่ภาษาฟินแลนด์มีคำเดียว คือคำว่า “hän” ใช้แทนทั้งสองเพศ

ภาพจาก nomotheon (blogspot)
คำว่า “han” คำเดียวแทนมนุษย์ทุกเพศ ชาย หญิงไม่เกี่ยง
บ่อยครั้งที่ได้คุยกับคนที่นี่ แล้วคู่สนทนาของฉันพูดถึงบุคคลที่สามโดยใช้คำสรรพนามคำเดียวแทนทั้งชายและหญิง ทำให้แยกไม่ออกว่าเขาหรือเธอผู้นั้นคือใคร หรือเพศใดกันแน่
ครั้งหนึ่ง “มิกโกะ” เพื่อนสาวชาวฟินแลนด์ของฉันชูพวงกุญแจน่ารักๆ อันหนึ่งขึ้นให้ฉันดูพร้อมรอยยิ้มเขิลอาย “น่ารักไหม” เธอถามฉัน “คนที่ฉันกำลังคุยด้วยอยู่ “hän” ทำให้”
แล้ว “hän” คือใครอ่ะ?
อีกเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นในร้านงานฝีมือ เป็นงานเย็บปักถักร้อยที่คนจากต่างเมืองเอามาตั้งโชว์ไว้ฝากขาย ฉันเข้าไปในร้าน ได้คุยกับพนักงานน่ารักคนหนึ่ง พนักงานสาวคนนั้นเดินตรงดิ่งมาที่ฉัน พาฉันไปดูกำไลและต่างหูคู่สวยวางเรียงร้อยกันบนโต๊ะ “งานนี้น่าสนใจมากนะ คุณต้องซื้อ” เธอบอกฉัน “คนที่ทำงานนี้พิการทางสายตา “hän” สูญเสียการมองเห็นตั้งแต่เด็ก ตอนประมาณ 14ปี “hän” เกิดอุบัติเหตุ” เธอเล่า
แต่ “hän” นี่เพศไหนหืออออ!!
พอบอกให้ช่วยแปลให้ฟังหน่อย เธอก็ใช้ว่าคำว่า “ฮี” กับ “ชี” สลับกันไปหมดเลย บางประโยคใช้ “ฮี” บางประโยคใช้ “ชี”
และนี่เองเลยกลายเป็นปัญหาใหญ่ระดับชาติของคนฟินแลนด์ เมื่อชาวฟินน์ต้องใช้ภาษาอังกฤษ สมองจะสั่งการให้เขาหรือเธอใช้สรรพนาม “ผิด” อยู่บ่อยครั้ง เรียกแทนสามีของตนว่า “เธอ” แทนภรรยาของตนว่า “เขา” เรียกคุณยาย เรียกคุณป้าว่า “เขา” เรียกคุณตา หรือคุณลุงว่า “เธอ”
เรียกผิดไปหมด เพศไหนก็ไม่รู้
“ไข่มุก วันนี้ฉันต้องไปเยี่ยมยายที่นอกเมืองล่ะ เขาป่วย” มิกโกะบอก 😛
อ่านต่อ: ข้อควรรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับภาษาฟินแลนด์ คลิกที่นี่
“ถ้าพูดออกมาแล้วไม่ได้อะไร ไม่มีสาระ ก็อย่าพูด” ฉันได้ยินประโยคนี้ตั้งแต่เล็กๆ ฉันจำได้ว่าตอนนั้นฉันก็ไม่ค่อยพูดนะ ไม่รู้ว่าไม่มีอะไรจะพูดหรือว่าไม่มีสาระอะไรในหัวให้พูดก็ไม่รู้
แต่พอโตขึ้นมาฉันกลับพูดมากพูดเยอะพูดเก่งขึ้นเรื่อยๆ
และฉันก็เชื่อด้วยนะว่าที่ฉันพูดน่ะ “มีสาระ” 😛
ถ้าใครเคยไปประเทศแถบตะวันตกมาก่อนจะคุ้นเคยกับการทักทายคนแปลกหน้า “ว่ายังไง เป็นไงบ้าง” “สบายดีไหม” หรือ “อากาศดีนะ” จากนั้นก็ต่อบทสนทนาคุยกันเป็นตุเป็นตะเหมือนรู้จักกันดียังไงยังงั้น แล้วค่อยแยกกันไป
ฉันว่ามันคือการผูกมิตรสร้างจิตสัมพันธ์ที่ดีอย่างหนึ่ง ช่วยให้คลายเหงาและที่สำคัญคืออาจได้เพื่อนที่ดีมาอีกสักคนสองคน
แต่ทำแบบนี้ที่ฟินแลนด์ไม่ได้เลย
อย่าริอาจลอง!
ตัวการ์ตูนในภาพบอกนิสัยหนึ่งของชาวฟินน์ได้ดี คือ คนที่นี่ขี้อาย!! มากที่สุด!!
ฟินน์คือหัวสีน้ำเงินนะคะ (มาจากธงชาติสีขาว-น้ำเงิน) **สังเกตุสีหน้าตัวการ์ตูนหัวน้ำเงิน**

ภาพจาก Finnish Nightmares
เมื่อมีใครแปลกหน้ามานั่งข้างๆ แล้วเริ่มพูดด้วย … ปฏิกิริยาและหน้าตาชาวฟินน์เป็นแบบที่เห็น
เมื่อวันก่อนฉันไปซักผ้ามา ตึกที่ซักผ้าอยู่ห่างจากตึกที่ฉันอยู่ออกไปสองช่วงตึก ฉันเดินเข้าไปเจอผู้หญิงหัวทองผิวขาวคนหนึ่ง ดูก็ออกว่าคนฟินแลนด์แน่นอน ฉันยิ้มให้เธอ เธอมองมาที่ฉันแล้วหันหน้าหนี ไม่แม้แต่จะทักทายกลับ ฉันกล่าวสวัสดี เธอมองหน้า แล้วหลบสายตา
เป็นอะไรรึป่าวนะ
แต่ฉันก็ต้องขอให้ช่วยเรื่องเครื่องอบผ้าเพราะฉันอ่านวิธีใช้ไม่ออก
“ขอโทษนะคะ ฉันอ่านภาษาฟินแลนด์ไม่ออก ช่วยฉันกับเจ้าเครื่องนี้หน่อยได้ไหม” ฉันยิ้ม
“อือ” เธออึมอัมแบบไม่มองหน้าฉัน
จากนั้นเธอก็ขมุกขมิกจัดแจงผ้ากับเครื่องนั่นเสร็จสรรพ หมุนเจ้าปุ่มบนเครื่องอยู่ครู่ใหญ่ ระหว่างนั้นพูดออกมาแค่ “เปลี่ยนภาษา กด กด กด”
ฉันเชื่อว่าเธอพูดภาษาอังกฤษได้นะ และเธอก็ไม่ได้รังเกียจที่จะช่วยเหลือฉันด้วย (อันนี้ดูจากกริยาท่าทางนะ ไม่ได้เข้าข้างตัวเอง)
ฉันกล่าวขอบคุณแล้วยิ้มให้ด้วยความซาบซึ้ง พร้อมแนะนำตัว บอกว่าฉันมาใหม่ เธอมองหน้าฉันอีกครั้งด้วยสายตาที่อ่านได้ว่า “อย่าคุยกับฉันเลย”
“คนที่นี่เป็นแบบนี้แหละ เข้าถึงยาก”
“คนฟินแลนด์พูดน้อย อย่าถือสา”
“พวกเราชาวฟินน์ขี้อาย”
ใครๆ ที่อยู่ที่นี่พูดกันเสมอว่า “Finns are as cold as the weather.” (คนฟินแลนด์เยือกเย็นเหมือนอากาศ) อากาศที่หนาวสั่นมีอิทธิพลต่อจิตใจอันหนาวเหน็บอย่างนั้นเชียวหรือ?
ถ้าเป็นจริงอย่างนั้นคงไม่แปลกที่คนไทยใจร้อน 😀