wanderfulminds

When you wonder, your mind wanders, and you realize how wonderful everything is

  • Home
  • Stories & Guides
  • Facts & Tips
  • Brains & Minds
  • Languages
  • Education
  • Hire me!
  • Contact
You are here: Home / Archives for กลไกสมอง

“อยากจำกลับลืม อยากลืมกลับจำ”

November 15, 2015 By KaiMook McWilla Malany 1 Comment

ข้อแถลงไข “อยากจำกลับลืม อยากลืมกลับจำ” กับกลไกการทำงานของสมอง 

 

Observer: Association for Psychological Science

 

หลายคนมีปัญหาท่องศัพท์ ท่องยังไงก็จำไม่ได้ บางที ท่องแล้วจำได้ อีกสองนาที ห้านาที ก็ลืม หรือ บางทีคิดว่าจำได้แน่นอน ตื่นขึ้นมาก็ลืม จำไม่ได้อีกละ?!!!?!

“ทำไมนะ สมองเราเป็นอะไร ทำไมมันต้วมเตี้ยมจำอะไรช้าเหลือเกิน เรื่องที่ไม่อยากจำนี่กลับจำได้จำดี” คุณอาจสงสัย

คุณไม่ได้โง่นะคะ

แต่คำตอบของมันอยู่ที่ ระบบกลไกความจำสมอง ต่างหาก

หากแบ่งความจำออก ตามระยะเวลาที่ความจำนั้นๆ คงอยู่กับเรา สามารถแบ่งออกได้ 3 แบบ คือ

  1. ความจำชั่วขณะ (immediate memory)
  2. ความจำระยะสั้น (short term memory) 
  3. ความจำระยะยาว (long term memory)

ความจำชนิดแรก คงอยู่กับเราเพียงเศษเสี้ยววินาที เป็นเพียงการรับรู้ผ่านๆ เท่านั้น น้อยมากจนฉันคิดว่า อย่าจำแนกมันเป็นความจำเลย ลักษณะของความจำชนิดนี้ คือ การมองเห็น ได้ยิน สัมผัส  เช่น ภาพที่เราเห็นอยู่ตรงหน้า อาจจะตอนข้ามถนน ขับรถสวนกับคันอื่น หรือ เดินผ่านใครสักคน จะสังเกตุได้ว่าส่วนใหญ่เราจำไม่ได้หรอกค่ะ ว่ารถที่เพิ่งผ่านไปรุ่นไหน ยี่ห้ออะไร มีอะไรอยู่ตรงหน้าเราหรือเปล่า หรือคนที่เพิ่งผ่านหน้าเราไปใส่เสื้อสีอะไร นั่นเป็นเพราะเราไม่ได้ให้ความสำคัญกับมัน

แบบที่สอง คงอยู่เป็นเวลาประมาณครึ่งนาทีได้ ในความเป็นจริงแล้ว ความจำชนิดนี้ก็ยังถือว่าสั้นอยู่ดี มันพอช่วยให้เราจำได้เพียงชั่วประเดี๋ยว เช่น จำหมายเลขโทรศัพท์ ที่เพิ่งมีคนบอกเรามา (โดยปกติสมองส่วนที่ควบคุมความจำระยะสั้นเอื้อให้เราจำตัวเลขได้ประมาณ 7 หลัก ไม่งั้น มีมึน! ด้วยเหตุนี้ เลขโทรศัพท์ส่วนใหญ่ จึงมีแค่ 7 หลัก ยังไงล่ะคะ แบ่งออกเป็น 3-4 หรือ xxx-xxxx เพื่อ เอื้อต่อการประมวลผล ในสมอง หากเลขมีมากกว่า 7 อาจแบ่งเป็น 3-3-4 หรือ xxx-xxx-xxxx เหมือนเลขโทรศัพท์ กับ หมายเลขประเทศ)

และ แบบสุดท้าย คงอยู่ได้นานเป็นเดือนเป็นปี เช่น เรื่องราวต่างๆ ที่เราจำได้ดีและสามารถดึงกลับมาเล่ามาคิดได้ตลอดเวลา เพราะมัน ฝังลงไปในสมอง เรียบร้อยเป็นความจำระยะยาวแล้วแล้ว

คีเวิร์ดตรงนี้ คือ ฝัง ค่ะ

คำถามต่อมาคือ จะทำให้ ความจำเหล่านี้ ฝังลึกลงไป เป็นความจำระยะยาว ได้อย่างไร

อันนี้ เราต้องทำความเข้าใจก่อนค่ะว่าสมองมนุษย์เก็บความจำแต่ละแบบในส่วนที่ต่างกัน การทำงานของสมองและการสร้างความจำเลยต่างกันออกไปด้วย นั่นคือ … (ขออธิบายแบบพื้นฐานเอาง่ายๆ เลยนะ)

ความจำแบบแรกกับแบบระยะสั้น จะถูกจัดเก็บใน คอร์เท็กซ์ ขณะที่แบบสุดท้าย หรือความจำระยะยาว ถูกจัดเก็บที่ ฮิปโปแคมปัส (หากเคยอ่านบทความอื่นๆ ในส่วน Brains&Minds ของฉัน คงคุ้นเคยดีนะคะว่าฮิปโปแคมปัสมีความสัมพันธ์กับความจำโดยตรง)

กระบวนการ ของความจำ และสมองมีหลักการง่ายๆ คร่าวๆ คือเมื่อเรื่องราวต่างๆ ผ่านเข้ามา มันจะเข้าไปอยู่ที่คอร์เท็กซ์ จากนั้นก็ค่อยๆ ถูกลำเลียงไปที่ฮิปโปแคมปัส ซึ่งมีโปรตีนที่คอยช่วยให้เซลล์ประสาทประสานงานร่วมกันเพื่อสร้างความทรงจำ แต่ความจำนั้นจะไม่ถูกจัดเก็บหาก

  • 1) ไม่กล้าแกร่งหรือมีอิทธิพลมากพอ หรือ
  • 2) ไม่ได้นำมาใช้บ่อยๆ

(ด้วยเหตุนี้เอง ความจำพวกเหตุการณ์สะเทือนใจต่างๆ ที่เราอยากลืมเราจึงลืมมันไม่ได้ พออยากลืมก็เสมือนเราย้อนกลับไปคิดถึงมัน ดึงมันออกมาใช้เป็นการย้อนคิด กลายเป็นว่าเรากำลังทบทวนเหตุการณ์นั้นๆ เพราะความจำนั้นๆ มัน “กล้าแกร่ง” ยังไงล่ะค่ะ

ดังนั้นจะไปว่าคนที่กำลังโศกเศร้า ไม่ให้คิดเรื่องนู่นนั่นนี่มาก ก็คงไม่ได้ เพราะ เขาและเธอ มัวแต่ย้อนคิดเรื่องราวต่างๆ ยิ่งทำให้มันติดตรึงเข้าไปในระบบสมองกว่าเก่า สิ่งเดียวที่ทำได้คือหาอย่างอื่น กิจกรรมอื่นมาให้คิด ให้ทำแทน)

จากนั้นเมื่อความจำได้เข้าไปอยู่ในฮิปโปแคมปัสแล้ว

  • มันอาจจะกลับไปสู่คอร์เท็กซ์อีกครั้ง กลายเป็นคลังความจำถาวร หรือความจำระยะยาว หรือ
  • อาจจะหายไปเลย หากไม่มีการทบทวน หรือนำกลับมาใช้อีก

ด้วยกระบวนการดังกล่าว เวลาเรียนอะไรใหม่ๆ ไม่ว่าจะเรียนภาษา หรืออ่านตำราอะไรก็ดี อ่านครั้งแรกอาจรู้สึกผ่านๆ จำไม่ได้ อ่านครั้งต่อมา บางทีเราอาจรู้สึกว่าจำได้แล้ว แต่สักพักก็ลืม บางที อาจจำได้นานพอสมควร แต่ผ่านไปวันสองวันกลับลืมอีกครั้ง นั่นเป็นเพราะสมองของเรายังไม่ได้นำความจำนั้นไปจัดกลับที่แหล่งความจำถาวร

การเรียนภาษา อาจลืมในช่วงแรกๆ แต่หากท่องจำไปเรื่อยๆ อ่านบ่อยๆ ฝึกบ่อยๆ พอความจำคงที่ได้ผ่านการทบทวนแล้วมันจะฝังรากลึกอยู่ในคลังความจำระยะยาวในสมองเราเองค่ะ

จากนั้นแล้วไม่ว่าเราจะอยากลืมแค่ไหน เราก็จะไม่ลืมมัน ย้อนทวนนิดหน่อย มันจะกลายเป็นมิตรแท้ที่ตามอยู่คู่คุณไปทุกที่ ไม่ทิ้งให้คุณอยู่ตัวคนเดียวแน่นอน 🙂

 

คลิกที่นี่สำหรับบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ สมอง ภาษา และความคิด

 


*บทความนี้เขียนให้คุณป๊าป๊า ที่มักถามคำศัพท์เดิมฉันตลอด 555 

 

 

Filed Under: Brains & Minds Tagged With: กลไกสมอง

สมอง ภาษา ที่มาที่ไป

October 26, 2015 By KaiMook McWilla Malany 2 Comments

เกริ่นนำ

 

ภาพนี้สำคัญมากนะคะ ในหลายบทความที่ฉันเขียนส่วนต่างๆ ของสมองจะโยงกลับมาที่นี่ (ภาพโดย Lou Carlozo)

 

ก่อนจะไปเริ่มอ่าน เรื่องลี้ลับของ สมองกับภาษา และความคิดมนุษย์ ขอบอกนิดนึงนะคะ ว่าเนื้อหาที่เขียนส่วนใหญ่ในนี้มีการอ้างอิงมาจาก หนังสือ และบทความทางวิชาการ ที่ล้วนแต่มีเนื้อหา ที่เป็นวิชาการเอามากๆๆๆ เลยล่ะค่ะ

แต่ฉันพยายามเขียน ให้เป็นวิชาการน้อยที่สุด และสอดแทรกความรู้ ที่สำคัญ และตรงประเด็นมากที่สุด คำศัพท์วิชาการอาจมีแทรกบ้าง เพราะฉันเชื่อว่ามันเป็น พื้นฐานที่จำเป็นจริงๆ ต่อความเข้าใจภาพรวม ของบทความนั้นๆ และจะเป็นประโยชน์ต่อหัวข้ออื่นๆ ถัดไป ที่ฉันจะเขียน เพราะแทบทุกบทความ ที่ฉันได้ร่างลงในเว็บนี้ มีความเชื่อมโยงกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง 🙂

 

(ภาพโดย Chudomir Tsankov)

 

แม้การค้นพบเรื่องราวน่าทึ่ง ของสมองเกิดขึ้นมากในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา  แต่สมอง ยังเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์ลี้ลับอยู่มาก นักวิทยาศาสตร์ นักจิตวิทยา นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านสมอง และแพทย์ยังคงต้องค้นคว้าและเรียนรู้เรื่องนี้กันต่อไป

ฉัน ก็เป็นหนึ่งในนั้น ที่ยังต้อง ศึกษา ค้นคว้า และ คอยหาความรู้เพิ่มเติม อีกมากมาย ตลอดเวลา

สำหรับผู้เชี่ยวชาญทั้งหลาย เนื้อหาบางอย่างที่ฉันเขียน อาจดูไม่ครอบคลุมหรือครบถ้วนนัก นั่นเป็นเพราะ

  • เป้าหมายของบทความทั้งหมดที่เขียนขึ้นมาคือต้องการให้ผู้อ่านทั่วไปเข้าใจภาพรวมของระบบการทำงานของสมอง
  • โดยหวังว่า จะเป็น แรงกระตุ้นให้ผู้อ่านทุกท่านได้มีความรู้เพิ่มเติม
  • และ มี แรงจูงใจ ที่จะศึกษา หาความรู้เพิ่มเติม เกี่ยวกับ อวัยวะสุดแสนจะวิเศษนี้ของมนุษย์
  • ในขณะเดียวกัน ในยุคแห่งโลกที่ไร้ขอบเขตนี้ ฉันมีความประสงค์ อยาก ผลักดัน ให้ทุกคน หันมาตั้งใจเรียนภาษา ไม่รู้สึกย่อท้อต่อความลำบาก จากการเรียนภาษา ไม่ว่าจะเป็นการฟัง พูด อ่าน เขียน ท่องศัพท์ หรือการเรียนไวยากรณ์ จนท้อแท้ และหมดกำลังใจไป

เพราะฉันเชื่อว่าหากเราเข้าใจระบบที่มาที่ไปของกลไกสมอง เราจะรู้ว่า แท้จริงแล้ว

  • การเรียนภาษา และการฟื้นฟูทักษะทางภาษา แท้จริงแล้ว ไม่ยากเลย
  • การบำรุงรักษาสมอง ใ้ห้มีความยืดหยุ่น ต่อการเรียนรู้ ย่อมเป็นไปได้เสมอ และ
  • การป้องกัน การเกิดโรคทางสมอง ที่มีผล ต่อ ภาษา หรือ การรักษาเยียวยา โรคเหล่านั้น ย่อมมีหนทาง

การประยุกต์ข้อมูลให้เข้ากับชีวิตประจำวัน และ การหาความสัมพันธ์ของศาสตร์ด้านสมอง (ระบบปริชาน) กับเรื่องของภาษาหลายส่วนเกิดจาก รวบรวม เชื่อมโยง คิด วิเคราะห์ และตีความ จากข้อมูลที่ฉันมีและได้ศึกษาเอง นะคะ

หากมีข้อสงสัยหรือสนใจรู้เรื่องใดเพิ่มเติม ติดต่อมาได้เสมอที่ช่องคอมเมนต์ข้างล่างท้ายบทความได้เลย

ท้ายที่สุด …

ฉันมีอะไรมากมายล้นหัวที่อยากจะแบ่งปัน หวังว่าที่เขียนกลั่นออกมาทั้งหมด จะเข้าใจง่าย และเป็นประโยชน์ ไม่มากก็น้อยต่อผู้อ่าน ทุกท่าน ทุกวัย ค่ะ บางบทความอาจอ่านดูงงๆ บ้าง แต่จะคอยกลับมาแก้ไข เพิ่มเติม ข้อมูล ให้เสมอนะคะ

 

หวังว่าจะสนุกไปด้วยกันค่ะ 😀

ไข่มุก (ผู้เขียน)

 

คลิกที่นี่ สำหรับบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ สมอง ภาษา และความคิด

 


 

** ภาพทั้งหมด บางส่วน มาจากกูเกิล บางส่วน มาจากหนังสือ และ บทความงานวิจัย ที่มีการเขียนอ้างอิงประกอบใต้ภาพ และ บางส่วน คือภาพที่ฉันทำ และถ่ายขึ้นมาเอง ภาพและข้อมูลทั้งหมดเป็น ลิขสิทธิ์ ของเจ้าของเว็บไซต์ https://wanderfulminds.com หากพบว่า มีการละเมิดฝ่าฝืน หรือ นำไปเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาติ จะดำเนินคดีตามกฎหมาย อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ลิขสิทธิ์และคำสงวนสิทธิ์ หรือคลิกที่ privacy 

 

Filed Under: Brains & Minds Tagged With: กลไกสมอง

เกิดอะไรขึ้นกับสมองเมื่อเราเรียนภาษาตอนโต

October 22, 2015 By KaiMook McWilla Malany 2 Comments

 

(ภาพโดย Chudomir Tsankov)

 

เป็นที่รู้กันดี ว่า เรียนภาษาตอนเด็ก ง่าย กว่าเรียนตอนโต ในทางจิตวิทยาอาจเป็นเพราะ เราไม่ต้องคิดอะไรมาก เรียนรู้ไปตามธรรมชาติ โดยเฉพาะหากใครเป็นรู้สองภาษา (bilingual) มาตั้งแต่เกิดแล้ว อะไรๆ ก็ง่ายไปหมด เหมือนการใช้ภาษามันมาโดยธรรมชาติยังไงยังงั้น

แต่คำถามที่เกิดขึ้น คือ

แล้วถ้าเรียนภาษาตอนโตล่ะ
ทำไมยากจัง
เกิดอะไรขึ้นกับสมองกันแน่นะ

คำตอบคือ ก็เพราะพัฒนาการสมองของเด็กกับผู้ใหญ่ ต่าง กัน น่ะสิคะ

งานวิจัยหนึ่งของประเทศสวีเดน ศึกษาเกี่ยวกับ การเจริญเติบโต หรือ ขนาดของสมองของผู้ใหญ่ ที่เรียนภาษาใหม่ที่พวกเขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยในชีวิต เทียบกับ กลุ่มการทดลอง สอง กลุ่ม คือ

  1. กลุ่มทหารที่ต้องเป็นล่าม/นักแปล กับ
  2. กลุ่มนักเรียนแพทย์

ทั้งสองกลุ่มเรียนหนักเหมือนกัน แต่ หนักกันไปคนละด้าน นักเรียนล่ามทหาร หนักไปทางการฝึกร่างกาย กับการเรียนภาษา พวกเขาต้องเรียนภาษานั้นๆ ให้คล่องแคล่ว ทั้งที่ไม่เคยเรียนมาก่อนในชีวิต เรียนให้ได้ภายใน 10 เดือน โดยต้องเริ่มเรียนภาษาจากการเริ่มนับหนึ่งใหม่ (หรือ ไม่มีพื้นความรู้ภาษานั้นๆ มาก่อนเลย)

ลองคิดดูซิคะ ว่ายากแค่ไหน เรียนภาษาในห้องเรียน ในประเทศตัวเอง ไม่ได้มีโอกาสไปใช้ชีวิตในประเทศที่พูดภาษานั้นๆ เลย เพียงไม่ถึงหนึงปี ก็ต้องรู้ทุกอย่าง ต้องเขียนได้ และพูดคล่องให้เหมือนเจ้าของภาษา

ขณะที่ อีกกลุ่มของนักเรียนแพทย์ ก็เรียนหนักเหมือนกัน แต่ หนักไปด้านอื่น คือ ทางวิชาการ กายภาพ ร่างกาย โรคและการวินิจฉัยต่างๆ

ผลจากภาพสแกนสมอง ที่สแกน ก่อน และ หลัง การทดลองพบว่า ขนาดสมองของนักเรียนทหารที่เรียนภาษาใหญ่ขึ้น อย่างเห็นได้ชัด ขณะที่ สมองของอีกกลุ่ม (นักศึกษาแพทย์) มีขนาดเท่าเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

สมองส่วนที่ใหญ่กว่าเก่า ของนักเรียนทหารมี 2 ส่วนด้วยกัน คือ ฮิปโปแคมปัส กับ คอเท็กซ์ (เปลือกสมอง)

  • ฮิปโปแคมปัสเนี่ย มีความสัมพันธ์ กับภาษาด้านความจำ เป็นความจำระยะสั้น ความจำระยะยาว ในหัวของเรา
  • ส่วนคอร์เท็กซ์ เกี่ยวพันธ์กับการใช้ภาษา ด้านเสียง การออกเสียง การรับรู้เสียง หรือเสียงสะท้อนของเสียง ส่วนที่เห็นได้ชัดเลย แยกย่อยออกมาได้ตามภาพที่ปรากฎ คือ

Mårtensson et al

  • รอยนูนกลีบหน้าผากส่วนหน้าตรงกลาง (Middle Frontal Gyrus)
  • รอยนูนกลีบหน้าผากส่วนหน้าด้านล่าง (Inferior Frontal Gyrus)
  • รอยนูนกลีบหน้าผากส่วนข้างด้านบน (Superior Temporal Gyrus)

(ฉันไม่แน่ใจเหมือนกันนะคะว่าภาษาไทยเรียกแบบนี้รึป่าว อันนี้ต้องขออภัยจริงๆ หากผู้รู้ท่านใดทราบช่วยชี้แนะด้วย)

การทดลองนี้ชี้ให้เห็น เรื่องมหัศจรรย์ของสมองเรา หลายอย่างมาก ขอชี้แจงเพียงเล็กน้อยเท่านั้นนะคะ ไม่ขอไม่ลงลึกมาก เช่น

  • สมองเราเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาไม่ว่าจะโต (หรือแก่) แค่ไหนก็ยังมีพัฒนาการและมีความยืดหยุ่นอยู่
  • ภาษามีอิทธิพลและช่วยชะลอการเสื่อมของสมองได้แน่นอน ไม่ว่าจะอัลไซเมอร์หรือสมองเสื่อม เห็นได้จากการทดลองนี้ที่เทียบการเรียนภาษากับการเรียนด้านอื่นๆ

ดังนั้น มาเรียนภาษาวันละนิด ท่องศัพท์วันละคำ ป้องกันภาวะหลงลืมกันดีกว่าค่ะ 😀

 

คลิกที่นี่สำหรับบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ สมอง ภาษา และความคิด

 

Filed Under: Brains & Minds Tagged With: กลไกสมอง

ภาวะพูดไม่ออก “มันติดอยู่ที่ปาก” (Tip-of-the-tongue)

October 18, 2015 By KaiMook McWilla Malany Leave a Comment

(ภาพจากกูเกิล)

 

เคยสงสัยไหมคะว่าทำไมบางทีเวลาจะพูดแล้วพูดไม่ออก รู้แน่ชัดว่าจะพูดอะไรแต่ดึงคำมาพูดออกมาไม่ได้ รู้สึกเหมือน “มันติดอยู่ที่ปาก” (Tip-of-the-tongue)

ลักษณะทั่วไปของอาการแบบนี้คือเราให้คำนิยามได้ อธิบายได้แน่ชัดว่าจะพูดอะไร แต่กลับนึกคำนั้นไม่ออก แต่พอมีคนพูดคำศัพท์นั้นขึ้นมา เราก็ตอบว่า “ใช่ๆ คำนั้นแหละ”

เป็นเพราะอะไรกันแน่นะ

คำตอบคือ หากไม่ได้เป็นบ่อยจนสังเกตุเห็นได้ชัด มันเป็นอาการปกติค่ะ เป็นเรื่องการควานหาคำศัพท์ในสมองที่เราอาจหลงลืมบ้างเป็นธรรมดา แต่ถ้าเป็นบ่อยมากเกินปกติ ต้องย้ำนะคะว่าบ่อยมาก คราวนี้ล่ะเริ่มน่ากลัวแล้ว คำอธิบายมี 2 กรณี คือ

  • Anomic Aphasic หรือ ภาวะหลงลืมภาษาชนิดหนึ่งที่มักเกิดกับคำศัพท์ กลุ่มคำนาม (คน สัตว์ สิ่งของ) หรือกลุ่มคำกริยา (ส่วนใหญ่เกิดกับคำนาม) กรณีนี้เกิดจากผู้ป่วยที่เคยมีภาวะเส้นเลือดในสมองแตก/ตีบ (stroke) หรือเกิดอุบัติเหตุทางสมองมาก่อน ถ้าสแกนสมองจะเห็นว่ามีรอยโรค (lesion) ในสมองด้วย ภาษาบ้านๆ คือ รอยแผลที่สมอง
  • Primary Progressive Aphasia Syndrome อันนี้เป็นภาวะหลงลีมภาษาเช่นกันค่ะ อาการคล้ายกันกับข้อข้างบนเลย แต่เป็นผลจากระยะยาว ค่อยๆ เกิดขึ้นวันละนิดวันละน้อย เกิดจากการเสื่อมของสมองเอง คล้ายๆ กับอัลไซเมอร์หรือสมองเสื่อมนั่นแหละค่ะ

ถามว่าป้องกันได้ไหม

ถ้าเป็นลักษณะนึกคำไม่ออกแบบทั่วไป ไม่ได้เกี่ยวข้องกับโรคทางสมองแต่อย่างใดแล้ว อันนี้คงทำอะไรไม่ได้ค่ะ คงต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องปกติ

 

(ภาพจากกูเกิล)

 

แต่หากเกิดจากสมองเสื่อม (กรณีที่ 2) ป้องกันได้โดยการทานผัก ผลไม้  โดยเฉพาะพวกเบอร์รี่ทั้งหลาย ทานปลาเยอะๆ พวกแซลมอน และทานอาหารให้ครบห้าหมู่ ออกกำลังกาย และพักผ่อนให้เพียงพอ

ถ้าไม่ได้มีอาการเยอะเกินปกติ ไม่ต้องห่วงนะคะ เป็นเรื่องธรรมด๊า ธรรมดา

 

คลิกที่นี่สำหรับบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ สมอง ภาษา และความคิด

 

Filed Under: Brains & Minds Tagged With: กลไกสมอง, อาหารบำรุงสมอง

KAIMOOK MALANY

ฉันโตมากับการไม่อยู่เป็นหลักแหล่ง ฉันสู้ ดิ้นรน ปรับตัว เป็นฉันในวันนี้ ที่ยิ้มเก่ง ช่างพูด กล้าถาม ชื่นชอบการพบปะผู้คน รักการเรียนรู้ หลงรักการผจญภัย และอยู่อย่างสันโดษได้ นอกจากจะเพราะครอบครัวที่รักและคอยให้การสนับสนุนฉันแล้ว ส่วนหนึ่งยังเป็นเพราะตัวฉันที่ไม่ชอบอยู่นิ่ง (wander) สิ่งที่ฉันได้เจอ ศึกษาค้นคว้าและเรียนรู้เป็นความน่าหลงใหล (wonderful) ที่ฉันอยากจะแลกเปลี่ยนแบ่งปัน ทุกอย่างที่เขียนขึ้นกลั่นออกมาจากใจฉันเองค่ะ (minds)

Join the Social Conversation

  • Facebook
  • Instagram
  • Pinterest

Copyright © 2015-2019 · Squiddy Productions · This site powered on interstellar cognitions · Privacy