wanderfulminds

When you wonder, your mind wanders, and you realize how wonderful everything is

  • Home
  • Stories & Guides
  • Facts & Tips
  • Brains & Minds
  • Languages
  • Education
  • Hire me!
  • Contact
You are here: Home / Archives for Education

แนะนำทุนรัฐบาลเกาหลี KGSP ระดับปริญญาโท-เอก (2)

September 10, 2016 By KaiMook McWilla Malany Leave a Comment

แนะนำทุนรัฐบาลเกาหลี KGSP ระดับปริญญาโท-เอก

หลังจาก กลยุทธิ์เด็ดการสมัครทุนรัฐบาลเกาหลี แนะนำทุนคร่าวๆ แบบเน้นลึกตรงประเด็น วิธีการสมัครทุน (ตอนที่ 1: คลิกที่นี่) แล้ว ใน ภาค 2 บทความนี้: แนะนำทุนรัฐบาลเกาหลี KGSP ระดับปริญญาโท-เอก (2) เราจะมาดูกันว่า

  • การขอเอกสาร รับรองเอกสาร ควรทำอย่างไร
  • วิธีการเขียน Letter of Introduction
  • วิธีการเขียน Statement of Purpose 
  • (อ่านเคล็ดลับ การเขียน Statement of Purpose และ Motivation Letter: คลิกที่นี่)
  • ส่วนอื่นๆ ในเอกสารประกอบการสมัครล่ะ ควรเขียนแบบไหนดีนะ

 

แอ๊ม: ทุนรัฐบาลเกาหลีปี 2016

การทำใบสมัครทุนเกาหลีมี การขอเอกสารและจำเป็นต้องแปลและรับรองเอกสาร หลายตัวมาก ตรงนี้ แนะนำให้อ่านประกาศรับสมัครให้ละเอียด เราอ่านหลายรอบมาก ดูให้ชัดว่าต้องแปลและรับรองเอกสารยังไงบ้าง ติดต่อกับสถานทูตหรือมหาวิทยาลัยที่ตัวเองสมัครเพื่อยืนยันด้วยก็ดีว่า ต้องให้ใครรับรองเอกสารบ้าง เพราะสถานทูตและมหาวิทยาลัย (ซึ่งมีหลายมหาวิทยาลัยมาก) มีเงื่อนไขในการรับรองเอกสารที่เข้มงวดแตกต่างกันออกไป ติดต่อได้ทั้งทางโทรศัพท์และอีเมลเลยค่ะ อย่ากลัวหรือเกรงใจที่จะถาม เราจำเป็นต้องละเอียดกับทุกขั้นตอนจริงๆ เจ้าหน้าที่ที่รับหน้าที่ค่อนข้างจะเข้าใจดี แต่ย้ำอีกครั้งเลยว่าเราเองก็ต้องอ่านเองให้ละเอียดก่อน เพราะในประกาศบอกไว้ค่อนข้างละเอียดมากอยู่แล้ว บางคนยังอ่านไม่ละเอียดแล้วถามย้ำ นี่อาจจะทำให้เจ้าหน้าที่หงุดหงิดได้ เราเองก็ยังแอบหงุดหงิดเองเวลาคนมาถาม ทั้งที่ถ้าอ่านจะเจอแน่ๆ ฮ่าๆๆ ต่อไปจะเป็นส่วนที่ทุกคนน่าจะสนใจที่สุดส่วนนึงค่ะ และเป็นหัวใจหลักในการที่ทางโครงการจะพิจารณาว่าจะให้ทุนหรือไม่ให้ทุนเราดีเลยล่ะ Letter of Introduction กับ Statement of Purpose

วิธีการเขียน Letter of introduction และ Statement of Purpose (SOP)

(เคล็ดลับการเขียน อ่านเพิ่มเติมได้ คลิกที่นี่)

สำหรับทุนรัฐบาลเกาหลี ส่วนสำคัญที่จะมีผลในการได้ทุนอยู่ที่ Letter of Introduction และ SOP เลย รุ่นพี่ทุนที่เรารู้จักบอกว่า มหาวิทยาลัยจะสนใจเราได้หรือไม่ ขึ้นกับ Letter of Introduction และ Study Plan ส่วนตัวรัฐบาลจะสนใจ SOP มากกว่า ยังไงก็ต้องทำให้ดีสุดชีวิตทั้งคู่แบบไม่มีข้อแม้ ทั้งสองอย่างนี้ต้องเป็นภาษาอังกฤษหรือเกาหลีเท่านั้นค่ะ

ส่วนของ Letter of Introduction มีรายละเอียดบอกไว้คร่าวๆ แล้วว่าเราต้องเขียนอะไรบ้าง เล่าเรื่องชีวิตของเรา พื้นหลังการศึกษา ประสบการณ์ทำงานที่คิดว่าเกี่ยวข้องกับโครงการ แรงบันดาลใจที่ทำให้เราสมัครทุนและเหตุผลที่เราต้องไปเรียนที่เกาหลี โดยทั้งหมดนี้ต้องอยู่ในพื้นที่ 1 หน้ากระดาษเอสี่ มีการกำหนดขนาดและรูปแบบตัวอักษรมาชัดเจน นั่นหมายความว่า ทุกเซนติเมตรในกระดาษแผ่นนี้มีความหมายมาก พยายามดึงความเป็นตัวเองออกมา แล้วเขียนในแบบของตัวเอง ต้องทำให้เขารู้จักเราดีที่สุดในพื้นที่หนึ่งหน้ากระดาษนี้ ต้องวางแผนและคิดดีๆ เลยล่ะค่ะ เราเขียนหลายวันมาก จำได้ว่าลองร่างเป็นภาษาไทย เอาไปให้อาจารย์ดูหนนึง อ่านจบ อาจารย์บอกว่าให้เขียนใหม่ ไม่ใช่ให้แก้นะ ให้เขียนใหม่ เรานี่น้ำตาจะไหล ฮ่าๆๆ นั่งคิดอยู่หลายวัน กว่าจะหาวิธีเล่าเรื่องของตัวเองออกมาได้ เขียนเป็นภาษาอังกฤษเสร็จปุ๊บ จากนั้นเราก็ให้เพื่อนช่วยอ่านทวนแก้แกรมม่าภาษาอังกฤษให้สวยงามอีกที ก่อนให้อาจารย์คอนเฟิร์มให้อีกรอบ

ด้วยความที่พื้นที่เป็นเงินเป็นทอง ข้อมูลอะไรที่มีอยู่ส่วนอื่นอยู่แล้วในใบสมัครส่วนอื่น เช่น ชื่ออะไร เป็นใคร เรียนอยู่ที่ไหน เราแนะนำให้ตัดออก เพราะพื้นที่น้อย แต่ให้เข้าประเด็นเร็วๆ ตรงไปตรงมา ไม่เขียนประโยคยาวเกินไป ห้ามเข้าใจยาก ลองจินตนาการว่า กรรมการต้องอ่านใบสมัครคนเป็นร้อยเป็นพันคน เขาขี้เกียจถอดรหัสหรืออ่านอะไรที่มีแต่น้ำท่วมทุ่งแน่ๆ พยายามทำให้สั้น กระชับ เข้าใจง่าย ตรงเป้าหมาย เขียนให้เขาเห็นถึงความตั้งใจ ความมุ่งมั่น ความพยายามที่ซ่อนอยู่ของเรา วางโครงเรื่องให้ดีว่าย่อหน้าไหน จะเขียนถึงประเด็นไหน แล้วเล่าให้ตรงประเด็น เราขอยกตัวอย่างโครงร่างของเราคร่าวๆ ค่ะ

ตัวอย่าง Letter of Introduction

  • ย่อหน้าแรก เราเขียนว่า ความสนใจในประเทศเกาหลีของเราเกิดจากอะไร
  • ย่อหน้าที่สอง เราเขียนว่า ในมหาวิทยาลัย นอกจากเรียนแล้ว เราทำอะไรบ้าง (ไม่แนะนำให้เสนอเรื่องเรียน เพราะมีส่วนของเกรดให้กรอกอยู่แล้ว) เราเลือกเขียนทั้งกิจกรรมที่เกี่ยวกับวิชาเอกของเราและที่เกี่ยวกับเกาหลี (พอดีเราทำงานชมรมเกาหลีมาบ้างด้วยเหมือนกัน)
  • ย่อหน้าที่สาม เราเขียนถึงประสบการณ์ที่เราเคยไปแลกเปลี่ยน เพื่อให้เขารู้ว่าเราจะสามารถไปอยู่ข้างนอกได้อย่างปลอดภัย สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมนานาชาติได้ (ตอนนี้ชีวิตก็นานาชาติมาก เพราะเป็นคนไทยทุนระดับปริญญาโทคนเดียวที่ถูกส่งมาเรียนภาษาที่นี่ ฮ่าๆๆ)
  • ย่อหน้าที่สี่ เราเขียนถึงประสบการณ์ทำงานพาร์ทไทม์ของเรา (เราเคยเป็นผู้ช่วยวิจัยอาจารย์ตอนเรียนปริญญาตรีค่ะ เราเลยให้รายละเอียดถึงงานที่เราเคยทำไปย่อๆ)
  • ย่อหน้าสุดท้าย เราเขียนถึงเหตุผลที่ขอทุนและที่ต้องไปเรียนเกาหลีไป

อ๋อ รวมๆ ทุกอย่างเราเขียนหมดเลยว่า ประสบการณ์ที่เราเจอ หล่อหลอมให้เราเป็นคนแบบไหน ยังไง เขาจะได้เห็นทั้งเรื่องราวชีวิตของเราและความเป็นตัวเราได้พร้อมๆ กัน

ทุกคนอาจจะคิดว่า เอ๊ย เขียนแบบนี้เลยน่าจะได้ทุน เราไม่แนะนำให้เขียนตามโครงร่างของคนอื่นเลยค่ะ เพราะถ้าเราไม่ได้เป็นตัวของตัวเอง เวลาเขียนออกมา ความรู้สึกมันจะไม่แรงพอที่จะส่งถึงคนอ่านได้ แนะนำให้หาแนวการเขียนของตัวเอง และเขียนออกมาให้เป็นตัวเองที่สุดค่ะ 😀

ตัวอย่าง Statement of Purpose

ต่อไปในส่วนของ Statement of Purpose ของทุนรัฐบาลเกาหลีนั้น จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนย่อย คือ Study Plan และ Future Plan เราจะขอแบ่งเล่าเป็นสองย่อหน้าเลยนะคะ

  • Study Plan ส่วนนี้ตรงตัว เราต้องเขียนถึงเป้าหมายที่เราจะศึกษา ถ้ามีหัวข้อกว้างๆ เกี่ยวกับสิ่งที่เราสนใจด้วยแล้วจะดีมาก และให้รายละเอียดเท่าที่จะทำได้ ความจริงตรงนี้เปลี่ยนได้ แต่ถ้ามีแล้ว จะทำให้เราดูมีความมุ่งมั่นและเตรียมตัวมาดีขึ้นอีกนิดนึง เราเองเขียนถึงหัวข้อที่เราสนใจและบอกเหตุผลว่าทำไมเราถึงอยากทำเรื่องนี้ เรื่องนี้สำคัญยังไง ถ้าเป็นสายวิทยาศาสตร์อาจจะเขียนแผนเข้าแลปอะไรทำนองนี้คร่าวๆ แนบไปด้วยก็ได้ค่ะ ของเราสายสังคม เลยเน้นอ้างอิงงานวิจัยหรือผลสำรวจองค์กรเพื่อให้ดูมีการทำรีเสิร์ชเพิ่มอีกนิดนึง แนะนำเสริมได้อีกนิด คือให้ไปนั่งเปิดจากเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยและเมเจอร์ที่เราจะไปเรียน ดูว่ามีคอร์สอะไร เพื่อให้เอามาเขียนเสริมได้ด้วยว่าเราอยากเรียนวิชาอะไรบ้าง เพื่อสร้างฐานความรู้ให้เราไปต่อยอดต่อได้ยังไง จะทำให้เราดูใส่ใจมากขึ้นอีกระดับนึงด้วย ของเราเอง นอกจากข้างบนที่พูดไปแล้ว เราใส่ถึงกิจกรรมสัมมนาวิชาการที่เราจะเข้าร่วม อะไรแบบนี้ไปด้วย แสดงให้เห็นว่าเราใส่ใจไม่เฉพาะแค่ในห้องเรียนอย่างเดียว เราอัพเดตโลกรอบตัวด้วย
  • Future Plan ตรงนื้คือแผนการว่า หลังเรียนจบแล้ว เรามีแผนจะทำอะไรต่อ ตรงนี้เรามองว่าเป็นจุดขายอีกจุดนึงที่จะทำให้รัฐบาลเลือกว่าจะทุนหรือไม่ให้ทุนเรา เพราะการให้ทุนคือการเอาเงินภาษีของประชาชนเกาหลีมาจ่ายให้เราเรียน เขาจะดูว่าสุดท้ายแล้ว การลงทุนของเขาในครั้งนี้จะทำให้เขาอะไรได้กลับมา เราไม่แนะนำให้เขียนอวยเกาหลีมากสุดๆ จนไม่สนใจประเทศแม่ สุดท้ายแล้วยังไงกรรมการก็รู้ค่ะ เขียนบนพื้นฐานของความจริงและความเป็นไปได้จะดีที่สุดเน๊อะ ใดๆ ต้องทำให้เขารู้สึกว่าการลงทุนครั้งนี้จะวิน-วินกันทั้งสองฝั่ง นั่นน่าจะดีที่สุดค่ะ ส่วนตัวเราเขียนแผนระยะสั้นและระยะยาว มีการอธิบายรายละเอียดของแผนระยะสั้นคร่าวๆ ให้เห็นภาพด้วยว่า เราจะทำอะไรกับช่วงนั้นบ้าง และมันจะช่วยเกาหลีและไทยได้ยังไงในเวลาเดียวกัน

ส่วนนี้ถ้ามีเยอะ อยากเขียนยาว สามารถเขียนเพิ่มในกระดาษอื่นได้อีก 1 แผ่นค่ะ แต่อย่างที่บอก ควรตรงประเด็นที่สุดเท่าที่จะทำได้นะคะ 😀

 

 


ในส่วนของ Letter of Recommendation, เคล็ดลับต่างๆ และ บทสัมภาษณ์ คลิกที่นี่ ค่ะ

  • หากมีคำถาม หรือ ข้อสงสัยใดๆ ทิ้งคอมเมนต์ไว้ใต้โพสได้เลยนะคะ ? 
  • เพื่อนทุนเกาหลีในเครือ จะมาตอบให้ด้วยความเต็มใจ ไม่มีกั๊ก ค่า

 

Filed Under: Education Tagged With: ทุน, ทุนรัฐบาลเกาหลี

แนะนำทุนรัฐบาลเกาหลี KGSP ระดับปริญญาโท-เอก (1)

September 10, 2016 By KaiMook McWilla Malany 7 Comments

แนะนำทุนรัฐบาลเกาหลี KGSP ระดับปริญญาโท-เอก

มาอันอีกครา กับแนะนำทุน หลังจากการตอบรับเรื่อง การเขียน Statement of Purpose, Motivation Letter มาแรง และมีเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ หลายคนส่งข้อความส่วนตัวมาถามไข่มุกเรื่อง ทุนรัฐบาลเกาหลี KGSP 

ไข่มุกมีประสบการณ์การเขียนสมัครทุนนี้นะคะ เพียงแต่ก็สองปีมาแล้ว ผ่านเข้าไปรอบสัมภาษณ์ จำตอนสัมภาษณ์ได้ดีค่ะ แต่จำไม่ได้แล้วว่าตอนเขียนใบสมัครคำถามอะไร 555 ความจำสั้น -,.- เลยขอให้เพื่อนสาว แอ๊ม ที่เพิ่งได้ทุนปีนี้ (2016) ไปหมาดๆ และเพิ่งบินไปถึงเกาหลีไม่ถึงเดือนมาเล่าประสบการณ์การสมัครทุนให้ได้ฟังกัน

แอ๊ม: ทุนรัฐบาลเกาหลีปี 2016

” แอ๊ม แนะนำตัว

สวัสดีค่ะ 🙂 ก่อนอื่นขอแนะนำตัวกันสั้นๆ ก่อนเลยนะคะ เราชื่อ แอ๊ม ตอนนี้ได้รับ ทุนรัฐบาลเกาหลีปี 2016 (ปีนี้เลยนั่นเอง สดๆ ร้อนๆ มาก) มา เรียนปริญญาโทที่สาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้) ค่ะ ช่วงนี้เพิ่งมาถึงได้ประมาณสามอาทิตย์ เลยยังอยู่ในช่วงเรียนภาษาเกาหลี เราโดนสุ่มชื่อส่งมาลงอยู่ที่มหาวิทยาลัย Pai Chai (อ่านว่าแปแช) อยู่ที่เมืองแทจอน แถวกลางๆ ประเทศเกาหลี (ถ้าใครดู Train to Busan จะจำได้จากฉากที่ซอมบี้ทหารมาออกันจับคนที่มากับรถไฟค่ะ ฮ่าๆๆ) หลังจากจบคอร์สภาษาเกาหลียาว 1 ปี เราจะไปเรียนต่อปริญญาโทในสาขาสังคมวิทยาที่ Academy of Korean Studies แถบคยองกีโด (อันนี้ต้องบอกว่ามีสวนสนุกเอเวอร์แลนด์ ทุกคนน่าจะอ๋อกันดี) วันนี้เรามาเป็นแขกรับเชิญพิเศษตามคำขอของเจ้าของบล็อก ที่บอกให้เรามาลองเขียนอะไรสั้นๆ (ไม่รู้จะสั้นจริงไหม) แนะนำทุนที่เราได้และทริคสั้นๆ เอาเป็นว่า เริ่มกันเลยดีกว่าเน๊อะ

 แนะนำทุนรัฐบาลเกาหลี

เนื้อหาที่เราเขียน ขอ เน้นเป็นทุนระดับปริญญาโทกับเอก นะคะ น้องๆ ม.ปลายที่สนใจทุนปริญญาตรี ลองหารายละเอียดในเว็บอื่นได้เลยค่ะ เห็นมีรุ่นพี่ป.ตรีให้สัมภาษณ์ทุกปี ทุนรัฐบาลเกาหลีเป็นทุนให้เปล่ากับนักศึกษาทั่วโลกที่ต้องการศึกษาต่อในระดับปริญญาโทและเอก โดยมี วัตถุประสงค์หลักคือให้ความรู้ระดับสูงกับบรรดานักเรียนทุน และสร้างความสัมพันธ์ มิตรภาพระหว่างนักเรียนทุนนานาชาติ เราจะเลือกเรียนสาขาอะไรก็ได้ ในมหาวิทยาลัยไหนก็ได้ที่ลงชื่อเข้าร่วมกับโครงการในปีนั้นๆ แต่ละปีจะมีรายชื่อมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมต่างกัน เราจะเช็ครายชื่อมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมได้จากเว็บไซต์ www.studyinginkorea.go.kr ประกาศรับสมัครระดับปริญญาโทและเอกจะมาช่วงประมาณกุมภาพันธ์ถึงมีนาคมของทุกปี ระยะเวลาของทุนแล้วแต่ระดับการศึกษาที่สมัคร ปริญญาโทเรียนนาน 2 ปี รวมกับเรียนภาษา 1 ปี ทั้งหมดเป็น 3 ปี ส่วนปริญญาเอกเรียน 3 ปี บวกเรียนภาษาอีก 1 ปี เป็น 4 ปี (ใดๆ ถ้าใครที่มีผลสอบภาษาเกาหลีระดับ 5-6 สามารถข้ามการเรียนภาษาปีแรกไปได้เลย แถมได้เงินค่าใช้จ่ายรายเดือนเพิ่มอีกด้วยค่ะ) ตัวทุนนี้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายทุกอย่าง ค่าเครื่องบินไป-กลับ ค่าคอร์สเรียนภาษาเกาหลีก่อนเรียนต่อหนึ่งปี ค่าเล่าเรียนปริญญาโท-เอก ประกันสุขภาพ รวมถึงเงินค่าใช้จ่ายรายเดือน ทำให้ทุนนี้ค่อนข้างฮอตมาก โดยเฉพาะในประเทศไทยที่เคป๊อบบุกเมืองของเรา คุณสมบัติเดียวที่ต้องระวังหน่อยคือ เกรดเฉลี่ยสะสมในช่วงที่ศึกษาก่อนหน้านั้นต้องเกิน 80 เปอร์เซ็นต์ (ประมาณ 2.68 เต็ม 4.00 ค่ะ) ใครสนใจ เราแนะนำให้เตรียมตัวล่วงหน้าไว้เนิ่นๆ ทำการบ้านดีๆ และคอยติดตามในเว็บไซต์ให้สม่ำเสมอค่ะ

ถึงทุนจะน่าสนใจ แถมไม่ผูกมัดอะไรทั้งสิ้น แต่เราขอบอกว่า ต้องเตรียมใจมาให้พร้อมจริงๆ เพราะเงื่อนไขที่จะทำให้เราหลุดทุนมีอยู่สูงมาก โดยเฉพาะการสอบวัดระดับภาษาเกาหลีให้ผ่าน โดยต้องผ่านระดับ 3 ภายในเวลา 1 ปี (ขยายเวลาได้เต็มที่คือ 1 ปีครึ่ง แต่มีเงื่อนไขที่ใครได้ทุนแล้ว ค่อยมาดูเอาเองดีกว่า ฮ่าๆๆ)

เอาล่ะ ขู่เข็ญกันมาพอแล้ว ควรเข้าเรื่องอื่นที่น่าจะเป็นประโยชน์กับคนสมัครต่อซะที ถ้าใครเตรียมตัวเตรียมใจว่าพร้อมแล้ว ที่จะจากบ้านเมืองที่อาหารอร่อยที่สุดในโลกที่นึงของเรามากินกิมจิกับข้าวแทน ขอให้ตามเรามาอ่านส่วนต่อไปที่ว่าด้วยวิธีการสมัครทุนนี้กันเลยนะคะ 🙂

วิธีการสมัครทุนรัฐบาลเกาหลี

ทุนรัฐบาลเกาหลีในระดับปริญญาโท-เอก มีช่องทางในการสมัครอยู่ 2 ช่องทาง นั่นก็คือ

  1. สถานทูตเกาหลีประจำประเทศไทย: ช่องทางนี้ปีเรารับทั้งหมด 5 คน (แต่ตอนประกาศผล เรียกถึงสำรองอันดับ 1 เลยได้มาทั้งหมด 6 คน) คนที่สมัครช่องสถานทูตจะต้องผ่านด่านทั้งหมด 3 ด่าน คือ
    1. รอบแรก คัดเอกสารโดยสถานทูตให้เหลือ 20 คนสุดท้ายแล้วมีสัมภาษณ์โดยสถานทูต คัดเลือก 5 คนสุดท้ายและสำรองอีก 3 คน
    2. รอบสอง คือ รัฐบาลเกาหลีจะคัดและยืนยันชื่อ และ
    3. รอบสาม หรือ รอบสุดท้าย คือ ตรวจร่างกายและต้องได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัย จุดแข็งของช่องทางนี้คือ สามารถเลือกอันดับมหาวิทยาลัยได้ 3 อันดับและไม่ต้องเสียเงินส่งเอกสารมาเกาหลี เอาไปส่งที่สถานทูตเกาหลีใกล้ๆ กับสถานีรถไฟใต้ดินศูนย์วัฒนธรรมฯ ได้เลย (ค่าส่งทำเอาช่วงนั้นหมดตัวเบาๆ เพราะเราเลือกอีกช่องทางนึง) แต่ข้อเสียคือ เรามีสิทธิ์พลาดในรอบสุดท้าย เพราะไม่มีมหาวิทยาลัยใดๆ ตอบรับ แม้เราจะได้รับการคัดเลือกเป็นตัวแทนประเทศจากรัฐบาลแล้วก็ได้ ดังนั้น ต้องวางกลยุทธ์ในการเลือกมหาวิทยาลัยให้ดี ถ้ายังไม่มั่นใจในโปรไฟล์ของตัวเองมาก พยายามกระจายความเสี่ยง เลือกมหาวิทยาลัยที่นอกเหนือจาก SKY (SNU, Korea, Yonsei) หรือไม่ติดท็อบ 10 ด้วยน่าจะเซฟที่สุด
  2. มหาวิทยาลัยในเกาหลีที่เข้าร่วมโครงการกับรัฐบาล: ช่องทางนี้ปีเรารับทั้งหมด 9 คน และให้ทุนพอดีเป๊ะ 9 คนไม่ขาดไม่เกิน ไม่มีสำรอง คนที่สมัครช่องนี้จะต้องผ่านด่านหลักๆ ทั้งหมด 2 ด่าน คือ คัดและสัมภาษณ์โดยมหาวิทยาลัยที่ส่งใบสมัครไป และ คัดใบสมัครอีกครั้งโดยรัฐบาล ถ้าผ่านรอบสอง เหมือนขาก้าวไปข้างนึงแล้ว มีตรวจร่างกายหลังรัฐบาลประกาศชื่อแล้วเช่นกัน แต่โอกาสหลุดน้อยมาก ถ้าไม่ได้เป็นโรคอะไรร้ายแรง ข้อดีของช่องทางนี้คือ เราจะผ่านขั้นตอนที่น้อยรอบและลุ้นให้หัวใจระทึกเล่นน้อยกว่าช่องสถานทูต และมีโควต้าให้ช่องทางนี้มากกว่าช่องสถานทูต แต่ข้อเสียที่ร้ายแรงพอสมควรคือ เราสามารถเลือกส่งใบสมัครไปให้มหาวิทยาลัยนั้นโดยตรงได้แค่ 1 มหาวิทยาลัย ถ้าทุนพบว่าเราส่งเกินกว่า 1 มหาวิทยาลัย จะโดนตัดสิทธิ์ทันที นอกจากนั้นคือ ต้องเสียค่าส่งเอกสารไปที่เกาหลี เราแนะนำให้หาดีลดีๆ ช่วงนั้นเราซื้อดีลของ dhl เลยได้ส่งในราคาถูกแล้วช่วยเซฟไปได้หน่อยนึง

สำหรับเรา ทั้งสองช่องทางไม่ได้มีช่องไหนมีความเป็นไปได้มากหรือน้อยกว่ากัน ต้องชั่งน้ำหนักเอาเองว่าเราจะยอมเสี่ยงไปกับอะไร ส่วนตัวเราเอง ที่เราเลือกช่องมหาวิทยาลัย เพราะเราคิดว่า เราแค่ต้องทำให้มหาวิทยาลัยสนใจเราก่อน เราคิดเผื่อไว้ว่าไม่ได้ทุนของรัฐบาล แต่ถ้าทำให้มหาวิทยาลัยหรืออาจารย์สนใจเราได้ อย่างน้อยเขาอาจจะเสนอทุนอื่นของมหาวิทยาลัยให้เราไปเรียนก็ได้ (แล้วเขาก็ส่งทุนอื่นมาให้เราสำรองไว้เผื่อ ตอนที่เรารอทุนรัฐบาลประกาศผล แต่เราเสี่ยงไม่สมัครทุนของมหาวิทยาลัย ดีที่ยังโชคดีที่ได้ทุนรัฐบาลพอดี ไม่งั้นคงเสียดายเบาๆ ฮ่าๆๆ) ใครสนใจเอาทริคนี้ไปลอก เราไม่ถือค่ะ 😀

ทริคเพิ่มเติม!!

มีทริคเล็กๆ สำหรับช่องมหาวิทยาลัยด้วย คือ แนะนำให้ส่งอีเมลไปแนะนำตัวกับอาจารย์ซักคนที่เมเจอร์ที่ตัวเองสนใจจะไปเรียน แต่ถ้าแนะนำอย่างเดียวมันคงจะแปลก พยายามหาเรื่องที่คิดว่าควรจะปรึกษา เช่น หัวข้อวิจัย หรืออะไรก็ได้ค่ะ เรารู้ว่ามันอาจจะดูเฟคเบาๆ แต่อย่างน้อยมันก็อาจทำให้อาจารย์จำได้แบบเลือนรางว่ามีเด็กคนนึงสนใจเมเจอร์ของตัวเอง และถ้าโชคดี อาจได้อาจารย์คนนั้นมาเป็นคนสัมภาษณ์ เช่น เราเอง เป็นต้น (ฮา)”

 

 


เพื่อน แอ๊ม เขียนมาให้ ได้รายละเอียดเยอะ รู้ลึก ทุกประเด็นจริงๆ 🙂 พักกันสักนิดนะคะ แล้วตามไปดูกันต่อที่ แนะนำทุนรัฐบาลเกาหลี KGSP ระดับปริญญาโท-เอก (2) คลิกที่นี่ ค่า

  • ระหว่างนี้ หากมีคำถาม หรือ ข้อสงสัยใดๆ ทิ้งคอมเมนต์ไว้ใต้โพสได้เลยนะคะ 😀 
  • เพื่อนทุนเกาหลีในเครือ จะมาตอบให้ด้วยความเต็มใจ ไม่มีกั๊ก ค่า

 

Filed Under: Education Tagged With: ทุน, ทุนรัฐบาลเกาหลี

บอกเล่าประสบการณ์: คณะ อักษรศาสตร์ เรียนอะไร (ต่อ)

September 4, 2016 By KaiMook McWilla Malany Leave a Comment

คณะ อักษรศาสตร์ เรียนอะไร

(สืบเนื่องจากบทความแรก คลิกอ่านที่นี่ ได้เลยค่ะ)

 

บทความนี้ เขียนโดย “อิ่ง” คนในภาพข้างล่างนะคะ ไข่มุกขอให้อิ่งช่วยบอกสั้นๆ ว่า อิ่ง ได้อะไรจากการเรียนคณะอักษรศาสตร์ แต่เพื่อนคนนี้ ยิงยาวมาเป็นบทความเลยค่ะ เลยขอมอบโพสทั้งโพส ให้เพื่อนคนเก่งคนนี้ที่ตอนนี้ หลังจากเรียนจบปริญญาตรีคณะอักษรศาสตร์ ก็ไปศึกษาต่อปริญญาโทด้านกฎหมาย ที่ไต้หวัน เรียบร้อยแล้ว

  • ปัจจุบัน “อิ่ง” เรียนที่ มหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน (จีนตัวย่อ: 国立臺湾大学; จีนตัวเต็ม: 國立臺灣大學)
  • สาขา: Graduate Institute of Interdisciplinary Legal Studies (เธอแปลเองเป็นไทยว่า “สถาบันบัณฑิตกฎหมายเพื่อสหวิทยาการ”)

 

อิ่ง (อักษรฯ 79): ป.โท Graduate Institute of Interdisciplinary Legal Studies มหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน

 

“ถามว่าอักษร ๔ ปี เรียนแล้วได้อะไร? 

อักษรมิใช่สายวิชาชีพ ไม่สอนคุณเดินสายไฟ คำนวนงบดุล วาดแผนผังอาคาร จะพูดว่าสิ่งที่เรียนไปไม่สามารถใช้ “แบบจับต้องได้” ในชีวิตจริงเลยก็ว่าได้ เราเรียนการใช้ภาษาและวิเคราะห์โครงสร้างภาษา เราเรียนประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ปรัชญาและศิลปะ เราเรียนรู้โดยการอ่านบทประพัทธ์ของนักประพันธ์ทั้งไทยและเทศ เราวิเคราะห์ตัวละครต่างๆ ที่เปรียบเสมือนตัวย่อของมนุษย์ในโลกแห่งความเป็นจริง ตั้งแต่การกระทำ ความคิด รวมไปถึงความรู้สึก ทักษะทางด้านภาษาถือว่าเป็นเพียงผลพลอยได้จากการอ่านอย่างหนักหน่วงของเด็กอักษรเท่านั้น

แล้ว

อักษรสอนไรล่ะ?

อักษร สอนคุณให้คิดอย่างมีวิจารณญาณ หลุดพ้นจากกรอบความคิดที่สังคมและสิ่งแวดล้อมหล่อหลอมเราขึ้นมา เปิดอกยอมรับพร้อมชื่นชมความต่างระหว่างศาสนา วัฒนธรรม ชาติพันธุ์ และทัศนคติ เรียนรู้ความต่างระหว่าง คน มนุษย์ และปัจเจกชน พิจารณา อะไรคือ ถูก อะไรคือ ผิด? ทำไมเราถึงคิดว่ามัน ถูก หรือ ผิด? อะไรคือ งาม? อะไรคือ ทราม? ทำไมเราถึงคิดว่ามัน งาม หรือ ทราม?

๔ ปีผ่านไป ถามว่าฉันรู้หรือยังว่าอะไรคือ ถูก ผิด งาม ทราม? คำตอบคือ ยังค่ะ ฉันยังไม่รู้

และอักษรก็ทำให้ฉันเข้าใจว่า ฉันไม่มีวันรู้ เนื่องจากบรรทัดฐานในใจของทุกคนไม่เหมือน ใครจะสามารถตัดพ้อได้ว่าสิ่งที่เขาทำและคิด ถูกและดีที่สุด?

อ่านถึงจุดนี้ หลายคนคงสงสัยว่า แล้วจะเรียนไปทำไม ในเมื่อในที่สุดก็ไม่มีวันรู้? ฉันตอบว่า ผลลัพธ์ไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุด กระบวนการคิดสิที่สำคัญ “I think therefore I am.” (ฉันคิด ดังนั้น ฉันจึงมีอยู่) เป็นวลีประจำใจฉัน อักษรสอนให้ฉันคิด สอนให้ฉันตั้งคำถามกับชีวิต สอนให้ฉันมองเห็นคุณค่าของชีวิต และสอนให้ฉันพิจารณาค่านิยมต่างๆที่ฉันเคยมี

ยกตัวอย่างเช่น ภายใต้กระแสวัตถุนิยมและโลกกาภิวัตน์ ทุกคนถูกออกแบบและคาดหวังให้เป็นไปตามความนิยมของสังคม เช่นสังคมไทย ผู้หญิงต้องผอม ยิ่งผอมยิ่งสวย ผอมจนต่ำกว่าค่ามาตรฐาน เพื่อผอมยอมทำร้ายร่างกาย จะมีสักกี่คนหวนกลับไปคิดว่า ทำไมต้องผอม? ผอมเพื่ออะไร? ผอมแล้วได้อะไร? แน่นอนว่าถ้าเราผอมเพื่อสุขภาพที่ดี ย่อมมีเหตุผล เราต้องการร่างกายที่แข็งแรงเพื่อดำรงชีวิตอย่างมีความสุข แต่ถ้าเราผอมจนทำร้ายร่างกายเพียงเพื่อ(เหมือนจะ)เป็นที่ยอมรับและชื่นชมในสายตาคนอื่น ฉันคิดว่า เราควรกลับมาทบทวนทัศนคิตของเราใหม่ เรามักจะใช้คำว่า หุ่นดี ในการชื่นชมรูปร่างภายนอกของคน คำว่าหุ่นทำให้ฉันนึกถึง หุ่นโชว์เสื้อ ซึ่งมีต้นแบบมาจากรูปร่างมนุษย์ เดิมมีไว้โชว์เสื้อ และแล้ว ไม่รู้เรื่มจากตั้งแต่เมื่อไหร่ หุ่นโชว์เสื้อกลับกลายเป็นต้นแบบรูปร่างของมนุษย์ ผู้ผลิตเสื้อออกแบบเสื้อตามรูปร่างของหุ่นโชว์เสื้อ หลายๆคนอยากได้หุ่นแบบหุ่นโชว์เสื้อ หุ่นแบบหุ่นโชว์เสื้อถึงจะงามและดี ทั้งๆที่ในความเป็นจริงสัดส่วนของหุ่นโชว์เสื้อผอมต่ำกว่ามาตรฐานรูปร่างมนุษย์ที่ควรจะเป็น แต่แล้ว หลายๆคนพยายามทำรูปร่างให้เหมือนหุ่นโชว์เสื้อ แทนที่จะเหมือนมนุษย์ หุ่นของหุ่นเป็นที่นิยมกว่าหุ่นของมนุษย์? ถึงจุดนี้คุณคงไม่เข้าใจโลกนี้เหมือนที่ฉันไม่เข้าใจ นี่แหละคือตัวอย่างที่เด็กอักษรเรียนและคิด

ถามว่า คิดแล้วได้อะไร? การเปลี่ยนแปลงค่านิยมสังคมไม่ใชเรื่องง่าย คิดได้แล้วทำไม? โลกนี้ยังคงเป็นเหมือนเดิมนิ ฉันตอบได้เพียงว่า เมื่อฉันคิด อย่างน้อยโลกของฉันเปลี่ยนไป เมื่อฉันได้คิด ฉันก็สามารถเลือกได้ว่าจะตามกระแสสังคมหรือไม่ เมื่อฉันได้คิด ฉันมีอิสระเลือกที่จะเป็นในสิ่งที่ฉันอย่างเป็น อักษรสอนให้ฉันคิดอย่างมีวิจารณญาณในการเลือกที่จะเป็นตัวของตัวเอง นี่หรือมิใช่สิ่งที่ทำให้มนุษย์ต่างจากสัตว์อื่น?

สรุป โลกของเด็กอักษร คือ โลกสีเทา เราไม่สามารถแบ่งทุกอย่างเป็นสองกลุ่ม ขาวหรือดำ ดีหรือเลวได้อย่างสิ้นเชิง และโลกแห่งความเป็นจริงก็เป็นเช่นนั้น อักษรสอนให้คิด สอนให้ตั้งคำถาม ถึงแม้จะไม่ได้คำตอบ แต่อย่างน้อยเมื่อเราได้คิดเราเข้าใจโลกและตัวเรามากขึ้น อักษร ๔ ปี คือการฝึกฝนให้คิดให้เป็นนั่นเอง”

 

กลับมาโลกแห่งความเป็นจริงกันบ้าง

ถามว่า เรียนไป ๔ ปีก็แค่คิดได้ เรียนหนักกว่าคนอื่น (รุ่น ๗๙ กำหนดนิสิตอักษรต้องเก็บให้ครบ ๑๕๐หน่วยกิจ ขณะที่คณะอื่นเพียงประมาณ ๑๓๐ หน่วยกิจก็จบแบบสวยๆ) เงินเดือนเริ่มต้นก็น้อย (เท่าที่ฉันรู้มา ๑๕,๐๐๐ ถึง ๒๓,๐๐๐ บาทเอง ถ้าได้ภาษาที่สามอาจได้ถึง ๓๐,๐๐๐ บาทจากนั้นขึ้นอยู่กับความสามารถและความพยายามของบุคคล) จะเรียนไปทำไม? คุ้มหรอ? ถามฉันว่าถ้ามีเครื่องย้อนเวลากลับไปแก้ไขอดีต ฉันจะยังคงเลือกเรียนอักษรหรือไม่? ฉันตอบได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า อักษรเป็นทางเลือกเดียวและทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับฉันค่ะ ก่อนลงมือทำทุกอย่างล้วนต้องคิดก่อน ถ้าคิดไม่เป็นจะทำให้ดีได้อย่างไร? ถ้าไม่เคยคิดจะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งที่ทำอยู่คือสิ่งที่อยากได้? ความรู้ด้านสาขาวิชาชีพอื่นคุณเรียนได้นอกคณะอักษร นอกรั้วมหาวิทยาลัย ยิ่งสมัยนี้เทคโนโลยีก้าวไกล กูเกิ้ลบอกคุณได้ทุกอย่าง อยากรู้อะไรไม่ต้องเสียเวลาเสียเงินลงทะเบียนนั่งเรียน นอกจากนี้วิชาความรู้ของศาสตร์อื่นอาจโดนความรู้ใหม่แทนที่ตามยุคสมัย สิ่งที่เรียนอาจไม่สามารถใช้งานได้ตลอดชีพหากคุณหยุดพัฒนาตนเอง แต่กระบวนการคิด วิธีคิดต้องใช้เวลาปลูกฝัง สั่งสม หล่อหล่อมและปรับเปลี่ยน ใช้เวลาเรียนอักษร ๔ ปี ได้ทักษะคิดเป็นและคิดได้ตลอดชีวิต จะมีอะไรคุ้มไปกว่าเรียนคณะนี้?

ฉันภูมิใจที่ได้เป็นนิสิตอักษรค่ะ” 

 


  • บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง: นิสิต อักษรศาสตร์ เรียนอะไร จบมาทำอะไร
  • บทความอื่นๆ ในหมวดหมู่ การศึกษา คลิกที่นี่

 

 

Filed Under: Education Tagged With: อักษรศาสตร์

คณะ อักษรศาสตร์ เรียนอะไร จบมาทำอะไร

August 27, 2016 By KaiMook McWilla Malany 2 Comments

 

คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เทรนด์เรียนอักษรศาสตร์ ยังมาแรงไม่ขาดสาย เด็กสายศิลป์หลายคนอยากเข้าอักษรฯ แต่กระนั้น ก็ยังไม่รู้เลยว่า อักษรศาสตร์ คืออะไร เรียนอะไร กันแน่ พ่อแม่ผู้ปกครองที่อยากให้ลูกหลานเข้าคณะอักษรฯ หลายคนก็ยังมีความเข้าใจผิดๆ กันอยู่ว่า “อักษรฯ เรียนภาษา” “อยากเก่งภาษาต้องเข้าอักษรฯ”

ในฐานะนิสิตเก่าคณะนี้ อักษรศาสตร์ ไม่ได้ เรียนแค่ภาษา นะคะ เราเรียนอย่างอื่นด้วย อักษรศาสตร์ เป็นสายมนุษยศาสตร์ มีสาขาเอกโทอื่นมากมายที่ไม่เกี่ยวกับการเรียนภาษาเลย ไม่ว่าจะเป็น ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ปรัชญา วรรณคดีเปรียบเทียบ บรรณารักษศาสตร์และสารนิเทศศาสตร์

ส่วนสาขาเอกหรือโทภาษา ทั้ง ภาษาตะวันตก อย่าง ฝรั่งเศส สเปน เยอรมัน อิตาลี หรือ ภาษาตะวันออก อย่าง จีน ญี่ปุ่น เกาหลี บาลี-สันสกฤต ก็ไม่ได้เรียนแต่ภาษาเท่านั้น แต่เรียนวรรณกรรม วรรณคดี สังคม ประวัติศาสตร์ ปรัชญาและอื่นๆ ของประเทศและภูมิภาคเหล่านั้นด้วย โดยรวมแล้ว อักษรศาสตร์เรียนเพื่อเข้าใจความเป็นมนุษย์ และการอยู่บนโลก เรียนให้เห็นโลก เป็นการเปิดโลกทัศน์และมุมมองให้กว้างขึ้น คิดวิเคราะห์เป็น (หรือที่เรียกว่าคิดมาก 55)  เพราะนี่คือ หลักการหลักๆ ของสายมนุษยศาสตร์

อาจจะฟังดูเข้าใจยากสักหน่อย ว่าที่เรียนคืออะไรกันแน่ คำว่า “การเรียนให้เข้าใจมนุษย์” มันดูจับต้องไม่ได้ ดูล้ำ แลดูลึก เอาไปทำกินไม่ได้ … เข้าใจไป แล้วทำอะไรได้หรือ … หลายคนอาจสงสัย แต่นี่แหละถูกแล้ว อักษรฯ ไม่ใช่สายอาชีพ ความรู้ที่ได้ และเส้นทางในอนาคต คือ เส้นทางแห่งการประยุกต์ วิเคราะห์ จับนู่นจับนี่ที่เรียนมาประสานกันเอง นำเอาความรู้และประสบการณ์ 4 ปี ที่สั่งสมมา รวบรวมเป็นองค์ความรู้เฉพาะตัว กลายเป็นเอกลักษณ์ของใครของมัน

หากจะเรียนไปเพื่อให้จบมามีตำแหน่งหน้าที่การงานที่เป๊ะ รู้เลยว่าไปไหน ทำอะไรต่อ ก็คงไม่ใช่คณะนี้ ไม่ต้องเรียนอักษรศาสตร์ เพราะนั่นคือความเข้าใจผิดๆ ถ้าคิดว่าจะเข้ามาเรียนเพื่อาชีพที่แน่นอน ไม่ต้องเข้ามาหรอกค่ะ เรียนสาขาอื่นดีกว่า (ฟังดูห้วนๆ และไร้ความรู้สึก แต่นี่ คือความจริงล้วนๆ ค่ะ)

เพราะเหตุนี้เองค่ะ ความไม่ตรงสายอาชีพ และเส้นทางอนาคตที่ไม่แน่นอน ทำให้นิสิตอักษรฯ ที่เพิ่งเรียนจบ แทบทุกคน “เคว้ง” จนเป็นที่ร่ำลือกันนักหนาในคณะด้วยกันว่า หากถามว่า “จบมาทำอะไรต่อ” ก็ไม่ต่างกับ “ตายแล้วไปไหน” เพราะเราหลายคนก็ … ไม่รู้เหมือนกัน … ว่าจะไปไหนต่อ หรือ เลือกเส้นทางไหนดี มันคือความมมืดแปดด้าน หันไปไหนก็หาอาชีพที่รองรับแน่นอนไม่เจอ

แ ต่

ไ ม่ ใ ช่ ว่ า ไ ม่ มี  

เพราะ เส้นทางสายอาชีพนิสิตคณะนี้มีมากโข ต่างคนต่างไปหลากที่หลากสาขาให้แปลกแหวกแนว

บุ๊ค (อักษรฯ 79): ล่ามภาษาจีน

“อักษรฯทำให้เราได้คิดและมองเห็นโลกหลายๆใบจากที่เคยเห็น ในขณะเดียวกัน เมื่อเรากลายเป็นส่วนหนึ่งของอักษรฯ เราก็จะถูกมองและคาดหวังในหลายๆมุมด้วยเช่นกัน”

จิรา (อักษรฯ 79): “จบมาก็สวยไปวันๆ อะค่ะ”*

เนื่องจากไม่ใช่สายอาชีพ เหมือนหมอที่จบมาก็เป็นหมอ พยาบาลเป็นพยาบาล กฏหมายก็ทำงานแวดวงกฎหมาย ทนาย อัยการทำงานบริษัทกฎหมาย เราจึงมีเส้นทางในอนาคตมากมาย หากมองในแง่ดี คือ เรามีทางเลือก อยากไปไหนก็ไป ทำงานอะไรก็ทำ เลือกอะไรก็ได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องอยู่บนพื้นฐานของเหตุผลนะ ไม่ใช่ว่า เออ จบมาจะเป็นพยาบาล แบบนี้ก็ไม่ใช่ละ แต่ถ้าชอบจริงๆ สนใจๆ จริงๆ มันก็มีลู่ทางไป อย่างตัวฉันเองตอนนี้ก็เรียนสาขาประยุกต์เกี่ยวกับ สมองกับภาษา เรียกว่า ภาษาศาสตร์คลินิก/ประสาทวิทยา ศึกษาหมดเลยพวกโครงสร้างสมอง สถิติ โรคอัลไซเมอร์ ออทิสติก อเฟเซีย ฯลฯ เพื่อนฉันต่อ ด้านกฎหมาย อสังหาริมทรัพย์ การตลาด ก็มีเยอะแยะ ทำงานบริษัทกฎหมาย ทำงานในแวดวงธุรกิจ ก็มีถมเถ เป็น ครู ล่าม แปลเอกสาร ทำงานธนาคาร ทำงานตามสำนักพิมพ์ เป็นนักข่าวก็ได้ เป็นแอร์ หรือเป็นเลขาฯ ก็ดี เข้ากระทรวง ต่างๆ ก็ยังได้เลยค่ะ เพื่อนที่เรียนต่อ แพทย์ ก็มีเหมือนกัน รุ่นฉันเนี่ยแหละ

อิ่ง (อักษรฯ 79): ป.โท Graduate Institute of Interdisciplinary Legal Studies มหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน

“อักษรมิใช่สายวิชาชีพ ไม่สอนคุณเดินสายไฟ คำนวนงบดุล วาดแผนผังอาคาร จะพูดว่าสิ่งที่เรียนไปไม่สามารถใช้ “แบบจับต้องได้” ในชีวิตจริงเลยก็ว่าได้ เราเรียนการใช้ภาษาและวิเคราะห์โครงสร้างภาษา เราเรียนประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ปรัชญาและศิลปะ เราเรียนรู้โดยการ … (อ่านต่อ คลิกที่นี่)”

ความ “เคว้ง” บางครั้งเกิดจากความไม่มั่นใจตัวเองว่าจะทำงานได้หรือไม่ได้ เพราะไม่ได้เรียนเฉพาะทางนั้นๆ มา บางครั้งความ “เคว้ง” ก็เกิดจากหัวหน้า/เพื่อนร่วมงานในบริษัทต่างๆ ที่ยังมีความเข้าใจผิดว่านิสิตคณะนี้รู้แต่เรื่องภาษาจนไม่เห็นความสามารถและทักษะที่แท้จริงของเรา และบางครั้ง ความ “เคว้ง” เกิดจากการมีทางเลือกมากมายที่ทำให้เราที่ยังหาตัวเองไม่เจอ ไม่รู้ว่าชอบอะไร อยากทำอะไร เลือกงานไม่ได้ ไปไม่ถูก

ท้ายสุด ฉันอยากบอกว่า หากเรียนอักษรฯ แล้วจะกลัวว่าจบมาไม่มีอะไรทำ หรือไม่มีงานรองรับ อันนี้ขอยืนยันว่าไม่ต้องกลัวค่ะ คณะนี้สอนอะไรให้เราหลายๆ อย่าง สิ่งสำคัญที่ได้มานอกจากความรู้คือ “ความคิด” คณะนี้สอนให้เรา คิดได้ คิดเป็น วิเคราะห์เป็น มันเป็นทักษะที่จะติดตัวเราตลอดไป เอาไปไหนก็ได้ ประยุกต์ใช้ได้หมด (ฟังดูเหมือนเยินยอคณะสีเทาแห่งนี้ แต่หากได้มาเรียนแล้ว แม้จะเคว้งกับเส้นทางอาชีพแค่ไหน ความคิดที่ติดตัวยังไงก็เป็นอาวุธติดตัวคุณไปจนวันตาย)

อย่ากลัวเลยค่ะ

ถ้าอยากเรียนแล้วก็เข้ามา 

มี ท า ง เ ลื  อ ก แ น่ น อ น

จากใจศิษย์เก่าคนหนึ่ง 🙂

 


*ขำๆ นะคะ แกล้งเพื่อน 😛 

อ่าน บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง คลิกที่นี่

 

Filed Under: Education Tagged With: อักษรศาสตร์

“อักษรฯ สอนให้เข้าใจมนุษย์”

February 26, 2016 By KaiMook McWilla Malany 1 Comment

 

ไม่รู้จะอ่าน และวิเคราะห์วรรณกรรม ไปทำไม?! ตอนเขียน ผู้เขียนหลายคน คงไม่ได้คิดอะไรลึกซึ้งขนาดนั้น เช่น หากในเนื้อเรื่องที่อ่าน มีบทหนึ่ง ที่ตอนนั้นตัวละครหลักกำลังอยากอยู่ในห้องเงียบๆ คนเดียว และห้องของตัวละครหลักมีผ้าม่านสีฟ้า (blue) ผู้อ่านอย่างเราก็คิดไปไกล คิดเองเออเอง ว่า “blue” หรือสีฟ้า ที่มีความหมาย ในภาษาอังกฤษ ในเชิงความเศร้า เหงา ว่าตัวละครเอกนั้นกำลัง เหว่ว้า เหมือนในประโยคที่ว่า “I’m blue.” หรือ “ฉันเศร้า” เป็นการเชื่อมโยงความเปนตัวของตัวเองของตัวละครกับสิ่งรอบข้าง

ภาพจาก iDoi* Marter’

บางครั้ง ตัวละครสามีภรรยา หรือคู่รักทั่วไปทะเลาะกัน คนเรียนอย่างเราก็มาคิดให้ปวดกระบาลว่า

  • คิดว่าอะไรทำให้เกิดเหตุการณ์แบบนั้น
  • ทำไมพวกเขาจึงทะเลาะกัน
  • จุดของความขัดแย้งคืออะไร

หลายครั้งลามไปถึงคำถามว่า

  • ใครถูก-ใครผิด

คำถามสุดท้าย ดูเหมือนอาจโยนความผิดพลาดให้กับอีกฝ่าย แต่การหาความถูก-ผิด ไม่ใช่เพีย งคิดมโนเอาเอง แต่ต้องมีหลักฐานจากตัวบทมายืนยันเสมอ “ฉันว่าผู้ชายถูก” “เพื่อนร่วมห้องว่าผู้หญิงถูก” แล้วเราก็มาถกกันด้วย เหตุผล และหลักฐาน จากการกระทำ และคำพูดของตัวละคร โดยมีอาจารย์และเพื่อนในห้องคอยนำทาง และเปิดทางให้เรา “เห็นและเข้าใจความเห็นของฝ่ายตรงข้าม” 

เมื่อนั้นเอง แม้เราจะยึดมั่นในคำตอบของเรา หรืออาจจะเปลี่ยนความเห็นไปแล้ว สิ่งที่ได้รับคือความคิดเห็นของอีกฝ่าย เข้าใจว่าอีกฝ่ายคิดอย่างไร ความแตกต่างคือจุดยืนของทั้งคู่ ที่มีจุดยืนต่างกัน มีเหตุผลต่างกัน เป็นการเรียนรู้ทางอ้อมที่เราค่อยๆ ซึมซับ

ต่างคนต่างมีเหตุผลและมีหลักฐาน (จากตัวบท) มายืนยัน

ความเห็นส่วนตั วที่นอกเหนือจากบทความจะไม่ได้นำมาพูดถึง เพราะมันคือ “นอกเรื่อง นอกประเด็น”

นี่แหละ คือความเข้าใจมนุษย์ ของการเป็นอักษรศาสตร์ มันคือความเป็นสีเทา โลกนี้ไม่ได้มีเพียงแค่สีขาว-ดำ หรือสุดโต่งข้างใดข้างหนึ่ง ความเป็นกลางยังมีเสมอ 

ใครที่สงสัยว่า เรียนสายมนุษย์-สายสังคมให้ได้อะไร? เข้าใจมนุษย์ไปเพื่ออะไร? เห็นตัวอย่างเล็กๆ ข้างบนนี้แล้วลองคิดวิเคราะห์สักนิดนะคะว่า นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่ง ที่นิสิตคณะนี้เรียนกัน มันคือวิชาเดียวเท่านั้น เป็นเพียงเศษเสี้ยวของเนื้อหาที่เรียน เราฝึกปรือกันแบบนี้ตลอดระยะเวลา 4 ปี ในบริบทสังคม การเมือง เศรษฐกิจ ปรัชญา ประวัติศาสตร์ จริยศาสตร์ วิทยาศาสตร์ มันเป็นการฝึกฝนทางอ้อมที่ตอนเรียนแทบทุกคนก็บ่นไปว่า “จะให้คิดไปทำไมเนี่ย”

ในภาษาอังกฤษ มีสำนวนหนึ่งใช้ว่า “to put yourself in somebody else’s shoes” คือการเอาตัวเราไปแทนผู้อื่น วางตัวเราเองในสภาพคนอื่น หากคนนั้น กำลังเศร้าใจ เราก็ลองคิดว่าหากเราเป็นเค้า เราจะเป็นอย่างไร เราจะอยากถูกปฏิบัติอย่างไร เพื่อที่จะได้รู้ว่าเราไม่ควรทำอย่างนั้นกับเขาหรือเปล่า

ยกตัวอย่างเช่น หากกำลังนอกใจคนรัก คือมีชู้ เราลองคิดสักนิดว่า ถ้าคู่รักของเราไปมีชู้บ้าง เราจะรู้สึกอย่างไร เราจะชอบใจไหม หรือหากคุยโทรศัพท์กับใครอยู่แล้าเราไม่พอใจไปกดตัดสายเค้า มันดีหรือไม่ เราอยากให้ใครมากดตัดสายเราหรือไม่ การเมืองเศรษฐกิจก็เช่นกัน เอาเงินคนอื่นมาไม่คืน หรือคดโกงคนอื่น แล้วถ้ามีคนอื่นมาทำกับเราบ้างล่ะจะพอใจไหม?

“อย่าทำในสิ่งที่เราไม่อยากโดนกระทำต่อ” 

 


  • อ่าน บทความ ประสบการณ์นิสิต คณะอักษรศาสตร์ คลิกที่นี่
  • อ่าน บทความอื่นๆ ในหมวดหมู่การศึกษา คลิกที่นี่

 

Filed Under: Education Tagged With: อักษรศาสตร์

อยากให้นิสิตอักษรฯ อ่าน

February 4, 2016 By KaiMook McWilla Malany 4 Comments

ภาพจาก CHULA: CU Campus

เรียน อักษรฯ ได้ยินเสมอว่าเรียน กว้างมาก กว้างไป ครอบจักรวาล เรียนไปหาอะไรก็ไม่รู้!! เรียนรู้หมดรู้ครบไปเพื่อ!! (ในสาขาสังคมศาสตร์-มนุษยศาสตร์) ในเมื่อเอาไปทำอะไร โดยตรง ก็ไม่ได้ หาที่ทำงาน ก็คงต้องแข่งขันสูงหน่อย เพราะไม่ได้เรียนสายอาชีพ หรือ สาขาเฉพาะ

แต่เชื่อเถอะค่ะ เรียนกว้างๆ น่ะ ดีแล้ว มีอิสระ ความคิดโลดแล่น ไม่โดนบีบ หลุดกรอบได้ดี

หลังจากจบปริญญาตรีอักษรฯ นิสิตหลายคนพะวงกับอนาคตตัวเองที่ดูล่องลอยในสูญญากาศ ฉันก็ล่องลอยบ้าง แต่คิดในแง่บวกว่า ตัวฉันนั้นมี ทางเลือก ให้เลือกมากมาย ที่จะไปต่อได้ … แต่จะไปไหนดีนะ จะ อยู่กับความเป็นอิสระก่อน จะ ทำงาน หรือ จะเรียน เป็นสามทางเลือกของพวกเราชาวอักษรศาสตร์

ฉันเลือกเรียนต่อปริญญาโท ด้านภาษาศาสตร์คลินิก ทันทีที่เรียนจบ (สาขาประยุกต์ ของวิทยาศาสตร์การแพทย์ ประสาทวิทยา จิตวิทยา ภาษาศาสตร์) เน้นเรื่อง “สมอง” ไม่ว่าจะเป็นโรค ที่เกี่ยวกับสมอง อาการ/พฤติกรรมของโรคที่เกี่ยวกับความบกพร่องทางสมอง (ออทิสติก อะเฟเซีย ดิสเล็กเซีย พาร์กินสัน อัลไซเมอร์ และอื่นๆ) เชื่อมโยงกับภาษา

ตลอดระยะเวลาที่เรียน ล้วนหมกมุ่นกับ

  • โครงสร้างสมอง
  • ระบบการทำงานของสมอง
  • สแกนสมอง
  • อ่านฟิล์มเอกซเรย์สมอง
  • ใช้เครื่องสแกนสมอง
  • ศึกษาและดูงานวิจัยการไหลเวียนของเลือดในสมอง
  • คลื่นไฟฟ้าในสมอง

อะไรๆ ก็สมองไปหมด จุดไหนในสมอง เกิดการกระตุ้นตรงไหน เพราะอะไร เวลาคิด พูด อ่านภาษา สมอง มีปฏิกิริยาอะไรยังไง สมองของผู้รู้ และผู้เรียนภาษาที่สอง ที่สาม กับ ภาษาเดียวต่างกันไหม เป็นมะเร็ง/มีเนื้องอกในสมองที่เกิดบริเวณของสมองที่ควบคุมภาษาจะทำอย่างไรได้บ้าง ดูได้ยังไง บลาๆ หันไปทางไหนเจอแต่ภาพสมอง สมอง สมองเต็มไปหมดเลย

มันก็ “แคบ” ไปดีนะคะ ถ้าให้ใช้ภาษาสวยๆ คงต้องบอกว่า มัน “เจาะจง” ดี จนบางเวลารู้สึกว่าอิสระของการเรียนรู้ ทักษะการแถหลุดโลก ที่ได้ใช้จากการเรียนที่ผ่านมาจากตอนเรียนที่คณะอักษรศาสตร์ และการคิดวิเคราะห์อย่างลึกมากมายจนเหมือนว่า คิดเกินกว่าที่ผู้เขียนจริงตั้งใจไว้ (โดยเฉพาะวิเคราะห์หนังสือ/บทความพวกปรัชญา/วรรณคดี) ในช่วงเวลาสี่ปีที่ผ่านมา ได้หายไปอย่างไม่เหลือเลย

ตอนนี้กับสาขาที่เรียนอยู่ จะให้คิดโลดแล่น นอกกรอบ หลายมุม อย่างที่เคยทำมาแต่ก่อน ก็ไม่ได้ ทุกอย่าง ต้องเป็นไปตามข้อจำกัด ของโครงสร้างอวัยวะของมนุษย์ มีสถิติ และหลักฐานในเชิงวิทยาศาสตร์รองรับเสมอ จะคิดว่ามันไม่ดีก็ไม่ใช่ แต่มันเป็นการเรียนที่ “เฉพาะทาง” มากขึ้น มันคือสิ่งที่ เด็กอักษรฯ ขวนขวาย มันคือความเป็น “วิชาชีพ” ที่หลายคนต้องการ

สำหรับบางคน ความไร้ขอบเขตที่อักษรฯ มอบให้ อาจทำให้ดูเคว้งคว้าง เหว่ว้าบนโลกที่กว้างใหญ่อยู่แล้ว แต่ในฐานะศิษย์เก่าในคณะคนหนึ่ง ที่ตอนนี้ได้มาอยู่ในแวดวงที่เฉพาะทางมากขึ้น อยากให้นิสิตปัจจุบันและนิสิตอักษรฯ ในอนาคต “มีความสุขและสนุก” กับการเรียนตอนนี้ เพราะ เมื่อหมดโอกาสนั้นแล้ว อิสระที่เคยมีอาจหายไปก็ได้นะคะ

บางทีอาจรู้สึก เหมือนโดนกักขัง ในกรอบเล็กๆ ถูกพันธนาการไว้ จนบางครั้งอยากหลบหนีออกมา

 


  • อ่าน บทความ ประสบการณ์นิสิตอักษรศาสตร์ คลิกที่นี่
  • อ่าน บทความอื่นๆ ด้านการศึกษา คลิกที่นี่

 

Filed Under: Education Tagged With: อักษรศาสตร์

Study Plan / Statement of Purpose

October 30, 2015 By KaiMook McWilla Malany 3 Comments

 

ภาพจาก lodestarsolutions ดอทคอม

เวลาจะสมัครเรียนต่อที่ไหน จะขอทุนอะไร มหาวิทยาลัย และองค์กรที่ให้ทุนต่างๆ มักขอให้ผู้สมัคร เขียน Statement of Purpose หรือ Motivation Letter หรือ บางที ก็ให้เขียน Study Plan เพิ่มเติมแยกออกมาจากเอกสารอื่นๆ

บางครั้งก็ขอแค่ Study Plan / Statement of Purpose / Motivation Letter อย่างเดียว เพื่อ ใช้เป็นข้อมูลประกอบการคัดเลือก กับ ผลการเรียน ประวัติ หรือ เอกสารต่างๆ ที่เราแนบไป

ในมุมมองของฉันแล้ว ทั้งสามอย่าง ไม่ว่าจะ

  • Study Plan
  • Statement of Purpose หรือ
  • Motivation Letter

ล้วนคาบเกี่ยวกันหมดนะ แล้วแต่ว่าจะเรียกว่าอะไร อาจจะแตกต่างกันบ้างในบางมุมเล็กๆ ซึ่งฉันจะยังไม่ขอแตกรายละเอียด ณ ตรงนี้

แล้วเราควรเขียนอะไรดีล่ะ

เราต้องรู้ก่อนค่ะ ว่า คณะกรรมการ ปลายทางที่เราสมัครไป ต้องการอะไร จากเรากันแน่ ซึ่งก็จะแตกต่างกันไป ตามแต่ละมหาวิทยาลัย ตามสาขาวิชา และ ตามองค์กรที่เราสมัคร (เช่น สมัครเพื่อไปแลกเปลี่ยน สมัครทุนวิจัย สมัครทุนเรียนต่อ หรือ สมัครเพื่อไปทำอะไร)

โดยหลักแล้ว เค้าแค่อยาก “รู้จักเรา” ค่ะ แล้วโอกาสที่เราจะให้เค้ารู้จักเรามากขึ้น ก็โดยการเขียนบรรยายตัวตนของเรา ลงไปใน Study Plan / Statement of Purpose นี่แหละค่ะ 🙂

จริงๆ แล้ว ฉันว่า ไม่มีถูก ไม่มีผิด นะคะ ว่าจะเขียนอะไร แบบไหนยังไง เพราะมันคือ การแสดงความเป็นของตัวเองอย่างหนึ่ง ทำให้เค้ารู้ว่าเราเป็นใคร ทั้งนี้ทั้งนั้น หากให้ฉัน สรุปเป็นข้อๆ แล้ว จะได้รายละเอียดคร่าวๆ ข้างล่างนี้

เพื่อนๆ ลองตั้งคำถามเหล่านี้ดูนะคะ แล้วตอบกับตัวเองว่าสิ่งที่เราเขียน ตอบโจทย์ เหล่านี้หรือไม่

  1. เราเป็นใคร 
  2. มาจากไหน 
  3. อะไรทำให้เราแตกต่างจากผู้สมัครคนอื่น (มีผู้สมัครมากมาย เพราะอะไรเค้าถึงต้องเลือกเรา)
  4. เหตุใดเราถึงเลือกไปเรียนที่นี่ 
  5. มีการวางแผนในอนาคตไว้อย่างไร 
  6. จะเรียนอะไรบ้าง 
  7. จะทำอะไรกับที่เราเรียน 
  8. มีมหาวิทยาลัยมากมายที่เปิดการเรียนการสอนสาขานี้ ทำไมถึงเลือกที่นี่ (กรณีสมัครทุน ทำไมถึงเลือกทุนนี้)
  9. เลือกเรียนสาขานี้ เพราะอะไร 
  10. เคยเรียน หรือ มีประสบการณ์ใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับสาขานี้ มาก่อนหรือไม่
  11. มีรายวิชา หรือ หัวข้ออะไรบ้างในสาขานั้นๆ ที่เราสนใจเป็นพิเศษ เพราะอะไร
  12. งานวิจัยที่สนใจ
  13. หากขอทุนไปเรียนประเทศอื่นๆ ทำไมถึงเลือกประเทศนั้น
  14. สาขาที่สนใจนี้ เชื่อมโยงกับแผนการในอนาคต หรือ อาชีพการงานของเรา อย่างไรบ้าง

ข้อ 14 หากไม่เชื่อมโยงเลย คือ เราสมัครไปเรียน ต่างสาขา จากที่คุ้นเคย กรณีนี้เราต้องอธิบายให้ได้ว่าทำไมเราถึงเปลี่ยนสาย มีแรงบันดาลใจอะไร หรือ มีสิ่งใดที่มากระตุ้นเรากันแน่ ในกรณีนี้ฉันแนะนำว่าควร “แสดงให้สถาบันการศึกษาหรือองค์กรที่ให้ทุนนั้นๆ เห็นว่าเรา “มีความตั้งใจจริง” และ “มีค่า” พอสมควรที่จะได้รับเลือก”

หลักการเขียน

เขียนให้ ตรงประเด็น และ เข้าใจง่าย ด้วยนะคะ คณะกรรมการต้องอ่านเอกสารของหลายคน เค้าไม่มีเวลามานั่งแกะประเด็นที่เราเขียนอยู่แล้ว พยายามทำให้ดึงดูดมากที่สุด และเป็น “รูปธรรม” มากที่สุด เช่น ถ้าเราสมัครเรียนด้านประวัติศาสตร์ แล้วเขียนเพียงแค่ว่า “ฉันชอบเรียนประวัติศาสตร์มาก เพราะว่าประวัติศาสตร์น่าสนใจ” แบบนี้ยังไงๆ ก็ไม่ผ่านค่ะ 🙁

  • ผู้เขียนต้องตอบให้ได้ว่า “ทำไมถึงชอบเรียน” และ “ประวัติศาสตร์ (หรือสาขาวิชานั้นๆ) น่าสนใจอย่างไร” 

การแก้ไข คำตอบ ข้างต้น

  • แทนที่จะบอกว่า “ฉันชอบเรียนประวัติศาสตร์มาก” เราต้อง อธิบาย/ให้เหตุผล ว่า ชอบ เพราะอะไร และ
  • แทนที่จะบอกว่า “ประวัติศาสตร์น่าสนใจ”  เราต้อง อธิบาย/ให้เหตุผล ว่า ชอบ เพราะอะไร อย่างไร

ย้ำ: สิ่งที่เป็น นามธรรม ทั้งหลาย หรือสิ่งที่ จับต้องไม่ได้ เช่น คำว่า “ชอบ” หรือ “น่าสนใจ” จากตัวอย่างข้างต้น ผู้เขียน/ผู้สมัครอย่างเรา ต้องเอามาขยายความ อธิบายให้ชัดเจน ให้เป็น รูปธรรม ให้ได้ นะคะ เพราะผู้อ่าน/คณะกรรมการ เค้าไม่สามารถเข้าใจ หรือ อ่านใจเราได้ ว่าเราหมายความว่าอะไร

ท้ายที่สุด หากเป็นไปได้เราไม่ต้องชมมหาวิทยาลัยนั้นๆ ก็ได้นะคะ โดยส่วนตัว ฉันคิดว่าไม่สำคัญเท่าไร เพราะหากเราสนใจสมัครเรียนที่นั่นแล้ว นั่นหมายความว่า เราสนใจมหาวิทยาลัยนั้นอยู่แล้ว มหาวิทยาลัยนั้นดึงดูดเรา หรือพูดง่ายๆ ก็คือ “เพราะมหาวิทยาลัยดี เราจึงสมัคร” คณะกรรมการเค้ารู้อยู่แล้ว ผู้สมัครควรเอาปริมาณหน้ากระดาษที่มีไปเขียนบรรยายแนะนำตัวเราให้เค้า “รู้จักเรา” มากกว่าค่ะ

หากต้องการเขียนชม มหาวิทยาลัย หรือ สถาบัน นั้นจริงๆ เขียนได้ค่ะ แต่ไม่ควรเยอะมาก และสิ่งที่เราเขียน ก็ไม่ควรเป็นเรื่องทั่วไป ที่ใครๆ ก็รู้ นะคะ เช่น หากจะเขียนบอกว่า “เพราะมหาวิทยาลัยดี การแข่งขันสูง อยากเข้าเรียนให้ได้” แบบนี้ ไม่เขียนจะดีกว่าค่ะ

แล้วก็ อย่าเขียนเกินจำนวนคำ ที่เขากำหนด นะคะ

 

(อันนี้ฉันเขียนคร่าวๆ หากมีจุดไหนไม่เข้าใจถามมาได้เลยน้า แล้วจะกลับมาแก้ไข เพิ่มเติม ภายหลังให้ค่ะ)

 


  • รับแก้/ตรวจ/เขียนงาน คลิกที่นี่
  • อ่านบทความอื่นๆ ที่เกี่ยวกับการขอทุน/การเขียน/การศึกษา คลิกที่นี่

 

Filed Under: Education Tagged With: Motivation letter, SOP, Study Plan, การเขียน

  • « Previous Page
  • 1
  • 2

KAIMOOK MALANY

ฉันโตมากับการไม่อยู่เป็นหลักแหล่ง ฉันสู้ ดิ้นรน ปรับตัว เป็นฉันในวันนี้ ที่ยิ้มเก่ง ช่างพูด กล้าถาม ชื่นชอบการพบปะผู้คน รักการเรียนรู้ หลงรักการผจญภัย และอยู่อย่างสันโดษได้ นอกจากจะเพราะครอบครัวที่รักและคอยให้การสนับสนุนฉันแล้ว ส่วนหนึ่งยังเป็นเพราะตัวฉันที่ไม่ชอบอยู่นิ่ง (wander) สิ่งที่ฉันได้เจอ ศึกษาค้นคว้าและเรียนรู้เป็นความน่าหลงใหล (wonderful) ที่ฉันอยากจะแลกเปลี่ยนแบ่งปัน ทุกอย่างที่เขียนขึ้นกลั่นออกมาจากใจฉันเองค่ะ (minds)

Join the Social Conversation

  • Facebook
  • Instagram
  • Pinterest

Copyright © 2015-2019 · Squiddy Productions · This site powered on interstellar cognitions · Privacy